ในช่วงปลายปีของทุกปี เรียกได้ว่าเป็นช่วงมหกรรมการลดหย่อนภาษีของเหล่ามนุษย์เงินเดือนที่ต้องเสียภาษีเลยทีเดียว เพราะเป็นโค้งสุดท้ายในการเลือกซื้อกองทุนรวม LTF/RMF รวมถึงประกันชีวิต เพื่อนำไปลดหย่อนภาษี ประกอบกับองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็มีกิจกรรมทางการเงินที่จัดขึ้นสนับสนุนความต้องการนี้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สถาบันทางการเงิน อาทิเช่น ธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) หรือบริษัทประกันชีวิตได้เข้าร่วมพร้อมจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายกันอย่างคึกคักทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2553) มีความคึกคักเป็นพิเศษ เพราะนอกจากตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี จนทำให้หลายคนต้องตัดใจซื้อกองทุนรวมLTF/RMF กันตอนปลายปีแล้ว ทางภาครัฐยังได้อนุมัติสิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมในเรื่องของ “เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ” อีกด้วย
โดยเบี้ยประกันชีวิตส่วนเพิ่มนี้ สามารถนำไปหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 15% ของรายได้พึงประเมิน (หรือรายได้ก่อนหักภาษี) และสูงสุดได้ไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งเมื่อนับรวมกับเงินสะสมรายปีในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และเงินซื้อกองทุนรวมRMF แล้ว จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท
ประกันชีวิตแบบบำนาญ มีความแตกต่างกับเบี้ยประกันชีวิตของเดิมตรงที่ประกันชีวิตแบบบำนาญนี้ นอกจากจะต้องมีระยะเวลาเอาประกันภัย 10 ปีขึ้นไปแล้ว ยังต้องมีเงื่อนไขการจ่ายเป็นเงินบำนาญตั้งแต่อายุ 55 ปีขึ้นไป จนถึงอายุไม่ต่ำกว่า 85 ปี และก่อนเริ่มจ่ายเงินบำนาญจะต้องไม่มีการจ่ายผลประโยชน์ใดๆ ยกเว้นกรณีเสียชีวิตเท่านั้น
ด้วยเงื่อนไขของช่วงอายุที่จะได้รับเงินคืนตอนเกษียณอายุแล้ว อาจมองได้ว่า ประกันชีวิตบำนาญแบบใหม่ออกมาใช้ทดแทนการซื้อ RMF ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ควรจะเลือกลดหย่อนภาษีด้วยRMF หรือประกันชีวิตบำนาญแบบใหม่? คงเป็นคำถามในใจของหลายๆ คน
เป็นรูปแบบประกันที่รวมประกันแบบบำนาญ (เงินได้ประจำ) และแบบตลอดชีพเข้าด้วยกัน จึงมีข้อดีในแง่ของการคุ้มครองชีวิตระหว่างที่ยังมีรายได้จากการทำงานอยู่ และมีรายได้ประจำให้หลังเกษียณอายุแล้ว
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
เป็นกองทุนรวมประเภทที่สามารถนำเงินลงทุนไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ มีข้อดีตรงที่มีความหลากหลายของนโยบายการลงทุนให้เลือก ช่วยตอบสนองระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคลได้ แต่เมื่อเริ่มต้นลงทุนแล้ว จะต้องลงทุนอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปี และจนถึงอายุ 55 ปี โดยจะสามารถไถ่ถอนได้ทั้งจำนวนก็ต่อเมื่ออายุ 55 ปีบริบูรณ์
RMF กับประกันบำนาญแบบลดหย่อน เหมาะกับใคร
เมื่อเปรียบเทียบจุดเด่นและข้อจำกัดของกองทุนรวม RMF และประกันบำนาญแบบลดหย่อน ในกรณีที่คุณอายุ 30 ปี มีรายละเอียดตามตารางข้างล่าง
| ประกันบำนาญ ทุนประกันชีวิต 1,000,000บาท | เงินลงทุนในกองทุนรวม RMF |
| - ชำระเบี้ยประกันปีละ 64,400 บาท | - เงินลงทุนปีละ 64,400 บาท |
| - ชำระเบี้ยประกันทั้งสิ้น 1,610,000 บาท | - เงินลงทุนทั้งสิ้น 1,610,000 บาท |
| - หากเสียชีวิตในปีที่ 5 ทายาทรับเงิน1,000,000 บาท | - หากเสียชีวิตในปีที่ 5 ทายาทรับเงินลงทุนคืน322,000 บาท (บวกกำไรหรือขาดทุน) |
| - เมื่อครบอายุ 55 ปี ได้รับเงินบำนาญปีละ120,000 บาท จนอายุ 85 ปี รวม 3,600,000บาท | - เมื่อครบอายุ 55 ปี ได้รับเงินก้อน 1,610,000บาท (บวกกำไรหรือขาดทุน) |
ซึ่งเมื่อนำมาพิจารณาร่วมกับเป้าหมายและข้อจำกัดรายบุคคล สามารถแยกเป็นประเด็นต่างๆ ได้ดังนี้
- ความคุ้มครอง ในช่วงที่ยังทำงานมีรายได้อยู่และอายุยังไม่ถึง 55 ปี หากคุณเสียชีวิต เงินที่ทายาทได้จะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างการลงทุนใน RMF และประกันบำนาญ จึงสามารถนำมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจเลือก โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีภาระรับผิดชอบและเป็นเสาหลักของคนในครอบครัว อย่างไรก็ดี เงินที่ทายาทได้รับจะไม่แตกต่างกัน ถ้าคุณมีชีวิตอยู่จนถึงช่วงคุ้มทุน หรือช่วงปีที่เงินสะสมใน RMF ใกล้เคียงกับทุนประกันชีวิตที่ทายาทจะได้รับ
- การมีรายได้สม่ำเสมอหลังเกษียณ วัตถุประสงค์ที่เหมือนกันของ RMF และประกันบำนาญ คือ ต้องการให้มีออมเงินไว้ใช้ช่วงหลังเกษียณอายุ แต่แตกต่างกันที่เมื่ออายุครบ 55 ปี การลงทุนในRMF จะได้รับคืนเป็นเงินก้อน ในขณะที่ประกันบำนาญ จะทยอยรับเงินเป็นรายปีหรือรายเดือน เหมาะกับคนที่ต้องการรายได้ที่ชัดเจนอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องเสียเวลาบริหารการลงทุนในตอนเกษียณอายุแล้ว
- เพิ่มความมั่งคั่ง แม้การลงทุนในกองทุนรวมจะมีความเสี่ยง แต่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า ช่วยสร้างความมั่งคั่งได้มากกว่าประกันชีวิต ดังนั้น สำหรับคนที่ยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้ การลงทุนใน RMF ช่วยเพิ่มโอกาสที่ตอนเกษียณจะมีเงินมากกว่าที่ได้วางแผนไว้ จนอาจเหลือเป็นมรดกให้ลูกหลานได้ หรือถ้าจะออมด้วยเงินที่น้อยกว่า ก็มีโอกาสจะมีเงินเพียงพอในช่วงหลังเกษียณอายุเช่นกัน
- ความสามารถในการหารายได้ โดยปกติประกันชีวิตมีเงื่อนไขที่จะต้องชำระเบี้ยประกันในจำนวนเท่าๆกัน ตลอดอายุสัญญา ประกันชีวิตแบบบำนาญก็เช่นกัน (เพียงแต่จำกัดเบี้ยประกันที่นำมาลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท) ด้วยเงื่อนไขการชำระเบี้ย ประกันแบบบำนาญอาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน เช่น พนักงานขายที่มีรายได้เป็นค่าคอมมิชชั่น เพราะมีโอกาสที่จะผิดเงื่อนไขได้ง่ายกว่าคนที่มีรายได้ค่อนข้างแน่นอน ในขณะที่การลงทุนใน RMF อาจปรับลดเงินลงทุนรายปีได้ แต่ต้องลงทุนไม่น้อยกว่าขั้นต่ำตามกฎหมาย (ไม่น้อยกว่า 3% ของรายได้ หรือ 5,000 บาท)
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณากันอีกแง่หนึ่งแล้ว ประกันบำนาญอาจออกมาเติมเต็มการลดหย่อนภาษี สำหรับผู้ที่ได้ใช้สิทธิในกองทุนรวม RMF จำนวน 15% ของรายได้พึงประเมิน รวมเข้ากับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ยังไม่ถึง 500,000 บาท สิทธิลดหย่อนเบี้ยประกันส่วนเพิ่มจึงไม่ได้เป็นทางเลือกทดแทนกองทุนรวม RMF แต่ช่วยให้สามารถเรียกภาษีคืนได้เพิ่มและกระตุ้นให้เก็บออมเพื่อเกษียณอายุมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระให้กับรัฐบาลในระยะยาวได้เช่นกัน
ข้อมูลจาก : KWeplan.com
โดย : เบญจมาศ จรูญวงศ์นิรมล
ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาสินเชื่อส่วนบุคคล ธนาคารกสิกรไทย
No related posts.


