<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ซื้อประกันสุขภาพ และซื้อประกันชีวิต</title>
	<atom:link href="http://helpe-insurance.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://helpe-insurance.com</link>
	<description>ซื้อประกันสุขภาพ และซื้อประกันชีวิต เพื่อลดหย่อนภาษี</description>
	<lastBuildDate>Sat, 22 Oct 2011 13:14:35 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1</generator>
		<item>
		<title>วางแผนภาษีนิติบุคคล</title>
		<link>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 22 Oct 2011 07:48:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ลดหย่อนภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[วางแผนภาษีนิติบุคคล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://helpe-insurance.com/?p=338</guid>
		<description><![CDATA[ความรู้ทั่วไปก่อนการวางแผนภาษีนิติบุคคล เจ้าของกิจการส่วนมากจะไม่ค่อยมีการวางแผนภาษีก่อนเริ่มหรือระหว่างการดำเนินกิจการ ไม่ว่าจะเป็นภาษีนิติบุคคล, ภาษีมูลค่าเพิ่ม, ภาษีธุรกิจเฉพาะ หรือภาษีอื่นที่เกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่มักโยนภาระความรับผิดชอบไปให้ฝ่ายบัญชีเป็นผู้ดำเนินการดูแลเรื่องการวางแผนภาษีนิติบุคคล ปัจจุบันภาษีนิติบุคคล ได้มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างบ่อยและรวดเร็ว ซึ่งผู้เกี่ยวข้องควรติดตามข้อมูลและข่าวสารให้ทันต่อเหตุการณ์ เพื่อให้การเสียภาษีนิติบุคคล ถูกต้องครบถ้วนและได้ประโยชน์สูงสุดจากมาตรการทางภาษี ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ควรมีการวางแผนภาษีนิติบุคคล ซึ่งจะมีผู้มีหน้าที่ในการวางแผนภาษีนิติบุคคล ได้แก่ ฝ่ายบัญชีและการเงินของกิจการ สำนักงานบัญชีที่กิจการใช้บริการ ฝ่ายกฏหมายของกิจการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนภาษีนิติบุคคล ตัวแทนประกันชีวิต และสิ่งสำคัญที่จะต้องคำนึงถึงก็คือ ผู้วางแผนภาษีนิติบุคคล จะต้องมีความรู้ทั้งทางด้านภาษีอากรและบัญชี เพื่อให้การวางแผนภาษีนิติบุคคล และการจัดทำบัญชีถูกต้อง เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่เจ้าของกิจการตั้งไว้ ปกติแล้วการวางแผนภาษีนิติบุคคล นิยมวางแผนภาษีก่อนเริ่มดำเนินกิจการ หรือดำเนินการไปช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว วัตถุประสงค์ในการวางแผนภาษีนิติบุคคล การวางแผนภาษีนิติบุคคล ผู้มีส่วนร่วมในการวางแผนภาษีนิติบุคคล จะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับการวางแผนภาษี (Tax Planning) ว่าเป็นการวางแผนการเสียภาษีนิติบุคคล เพื่อให้กิจการได้รับประโยชน์สูงสุด ลดต้นทุนให้ต่ำลงภายใต้เงื่อนไขที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นการวางแผนอย่างรัดกุมเพื่อป้องกันภาระที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตของกิจการ ดังนั้นการวางแผนภาษี (Tax Planning) ไม่ใช่เป็นการหลบเลี่ยงภาษี (Tax Avoidance) หรือหนีภาษี (Tax Evasion) ก่อนที่จะมีการวางแผนภาษีนั้นจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของการวางแผนภาษีดังต่อไปนี้ ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมาย ในการวางแผนภาษีอากรผู้วางแผนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจตัวบทกฎหมายอย่างชัดเจนถูกต้อง ไม่หลงลืมประเด็นหนึ่งประเด็นใดในตัวบทกฎหมายภาษีอากร นอกจากนี้จะต้องศึกษาคำพิพากษา และข้อหารือของกรมสรรพากรประกอบการวางแผนภาษีอากรให้รัดกุมครบถ้วน และทำให้กิจการเสียภาษีโดยประหยัดและถูกต้อง สิ่งที่ผู้วางแผนภาษีควรคำนึงถึงอย่างหนึ่งก็คือ อย่ามองแง่ใดแง่หนึ่งเพียงแง่เดียว จะต้องมองรายละเอียดของภาษีอากรที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนและถูกต้อง มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและสมเหตุผล ช่วยในการลดต้นทุนกิจการที่มีการวางแผนภาษีอากรจะทำให้กิจการสามารถลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นออกไป เช่น การขอรับสิทธิส่งเสริมการลงทุนทำให้กิจการได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล การยกเว้นภาษีอากรสำหรับส่วนแบ่งกำไรหรือเงินปันผล, การประกอบกิจการในเขตอุตสาหกรรมส่งออกซึ่งไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม, การจัดซื้อทรัพย์สินที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนาที่ได้รับสิทธิในการคำนวณค่าเสื่อมราคามากกว่าปกติ เป็นต้น นอกจากจะช่วยในการลดต้นทุนของกิจการแล้วยังช่วยในการเพิ่มกำไรสุทธิของกิจการให้สูงขึ้นโดยการอาศัยการวางแผนภาษีอากร ปลอดภัยจากภาระที่อาจจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า การวางแผนภาษีอากรจะต้องคำนึงถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตหากมุมมองของผู้วางแผนขาดความรอบครอบในการศึกษาตัวบทกฎหมายได้อย่างถูกต้องแล้วอาจเกิดปัญหาได้ในอนาคตโดยถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบและประเมินภาษี ทำให้กิจการมีราจ่ายเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด เมื่อมีการวางแผนภาษีอากรในเรื่องหนึ่งเรื่องใด จะต้องมีการยกกฎหมายมาอ้างอิงให้ชัดเจน สามารถตอบคำถามในปัญหาต่าง ๆ ในประมวลรัษฎากร คำพิพากษา ข้อหารือของกรมสรรพากร หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องสามารถหาคำตอบได้เป็นที่ยอมรับของฝ่ายจัดการหรือฝ่ายบริหารอย่างไม่มีข้อสงสัย และเชื่อถือได้ในข้อมูลที่นำมาอ้างอิงเพื่อการวางแผนภาษี ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด จะต้องศึกษาข้อกฎหมายที่จะทำให้กิจการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด โดยการกำหนดทางเลือกในการนำเงื่อนไขทางกฎหมายมาใช้ให้กิจการได้รับประโยชน์สูงสุดและถูกกฎหมายอีกด้วย เช่น รายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล การส่งเสริมการขายกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับการยกเว้น Helpe-insurance มีทีมงานมืออาชีพ ที่คอยแนะนำเจ้าของกิจการในการวางแผนภาษีนิติบุคคล เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับกิจการ ติดต่อเราวันนี้ เพื่อขอคำปรึกษาการวางแผนภาษีนิติบุคคล ฟรี!!!! &#160;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://helpe-insurance.com/wp-content/uploads/2011/10/วางแผนภาษีนิติบุคคล.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-339" title="วางแผนภาษีนิติบุคคล" src="http://helpe-insurance.com/wp-content/uploads/2011/10/วางแผนภาษีนิติบุคคล.jpg" alt="" width="268" height="188" /></a><strong>ความรู้ทั่วไปก่อนการวางแผนภาษีนิติบุคคล</strong></p>
<p>เจ้าของกิจการส่วนมากจะไม่ค่อยมีการวางแผนภาษีก่อนเริ่มหรือระหว่างการดำเนินกิจการ ไม่ว่าจะเป็นภาษีนิติบุคคล, ภาษีมูลค่าเพิ่ม, ภาษีธุรกิจเฉพาะ หรือภาษีอื่นที่เกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่มักโยนภาระความรับผิดชอบไปให้ฝ่ายบัญชีเป็นผู้ดำเนินการดูแลเรื่องการวางแผนภาษีนิติบุคคล<br />
<strong>ปัจจุบันภาษีนิติบุคคล </strong>ได้มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างบ่อยและรวดเร็ว ซึ่งผู้เกี่ยวข้องควรติดตามข้อมูลและข่าวสารให้ทันต่อเหตุการณ์ เพื่อให้การเสียภาษีนิติบุคคล ถูกต้องครบถ้วนและได้ประโยชน์สูงสุดจากมาตรการทางภาษี ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ควรมีการวางแผนภาษีนิติบุคคล ซึ่งจะมีผู้มีหน้าที่ในการวางแผนภาษีนิติบุคคล ได้แก่</p>
<ul>
<li>ฝ่ายบัญชีและการเงินของกิจการ</li>
<li>สำนักงานบัญชีที่กิจการใช้บริการ</li>
<li>ฝ่ายกฏหมายของกิจการ</li>
<li>ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนภาษีนิติบุคคล</li>
<li>ตัวแทนประกันชีวิต</li>
</ul>
<p>และสิ่งสำคัญที่จะต้องคำนึงถึงก็คือ ผู้วางแผนภาษี<span id="more-338"></span>นิติบุคคล จะต้องมีความรู้ทั้งทางด้านภาษีอากรและบัญชี เพื่อให้การวางแผนภาษีนิติบุคคล และการจัดทำบัญชีถูกต้อง เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่เจ้าของกิจการตั้งไว้ ปกติแล้วการวางแผนภาษีนิติบุคคล นิยมวางแผนภาษีก่อนเริ่มดำเนินกิจการ หรือดำเนินการไปช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว</p>
<p><strong>วัตถุประสงค์ในการวางแผนภาษีนิติบุคคล</strong><br />
<strong>การวางแผนภาษีนิติบุคคล</strong> ผู้มีส่วนร่วมในการวางแผนภาษีนิติบุคคล จะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับการวางแผนภาษี (Tax Planning) ว่าเป็นการวางแผนการเสียภาษีนิติบุคคล เพื่อให้กิจการได้รับประโยชน์สูงสุด ลดต้นทุนให้ต่ำลงภายใต้เงื่อนไขที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นการวางแผนอย่างรัดกุมเพื่อป้องกันภาระที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตของกิจการ ดังนั้นการวางแผนภาษี (Tax Planning) ไม่ใช่เป็นการหลบเลี่ยงภาษี (Tax Avoidance) หรือหนีภาษี (Tax Evasion) ก่อนที่จะมีการวางแผนภาษีนั้นจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของการวางแผนภาษีดังต่อไปนี้</p>
<ol>
<li><strong>ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมาย </strong>ในการวางแผนภาษีอากรผู้วางแผนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจตัวบทกฎหมายอย่างชัดเจนถูกต้อง ไม่หลงลืมประเด็นหนึ่งประเด็นใดในตัวบทกฎหมายภาษีอากร นอกจากนี้จะต้องศึกษาคำพิพากษา และข้อหารือของกรมสรรพากรประกอบการวางแผนภาษีอากรให้รัดกุมครบถ้วน และทำให้กิจการเสียภาษีโดยประหยัดและถูกต้อง สิ่งที่ผู้วางแผนภาษีควรคำนึงถึงอย่างหนึ่งก็คือ อย่ามองแง่ใดแง่หนึ่งเพียงแง่เดียว จะต้องมองรายละเอียดของภาษีอากรที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนและถูกต้อง</li>
<li><strong>มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและสมเหตุผล</strong></li>
<li><strong>ช่วยในการลดต้นทุน</strong>กิจการที่มีการวางแผนภาษีอากรจะทำให้กิจการสามารถลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นออกไป เช่น การขอรับสิทธิส่งเสริมการลงทุนทำให้กิจการได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล การยกเว้นภาษีอากรสำหรับส่วนแบ่งกำไรหรือเงินปันผล, การประกอบกิจการในเขตอุตสาหกรรมส่งออกซึ่งไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม, การจัดซื้อทรัพย์สินที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนาที่ได้รับสิทธิในการคำนวณค่าเสื่อมราคามากกว่าปกติ เป็นต้น นอกจากจะช่วยในการลดต้นทุนของกิจการแล้วยังช่วยในการเพิ่มกำไรสุทธิของกิจการให้สูงขึ้นโดยการอาศัยการวางแผนภาษีอากร</li>
<li><strong>ปลอดภัยจากภาระที่อาจจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า</strong> การวางแผนภาษีอากรจะต้องคำนึงถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตหากมุมมองของผู้วางแผนขาดความรอบครอบในการศึกษาตัวบทกฎหมายได้อย่างถูกต้องแล้วอาจเกิดปัญหาได้ในอนาคตโดยถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบและประเมินภาษี ทำให้กิจการมีราจ่ายเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด</li>
<li><strong>เมื่อมีการวางแผนภาษีอากรในเรื่องหนึ่งเรื่องใด</strong> จะต้องมีการยกกฎหมายมาอ้างอิงให้ชัดเจน สามารถตอบคำถามในปัญหาต่าง ๆ ในประมวลรัษฎากร คำพิพากษา ข้อหารือของกรมสรรพากร หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องสามารถหาคำตอบได้เป็นที่ยอมรับของฝ่ายจัดการหรือฝ่ายบริหารอย่างไม่มีข้อสงสัย และเชื่อถือได้ในข้อมูลที่นำมาอ้างอิงเพื่อการวางแผนภาษี</li>
<li><strong>ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด </strong>จะต้องศึกษาข้อกฎหมายที่จะทำให้กิจการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด โดยการกำหนดทางเลือกในการนำเงื่อนไขทางกฎหมายมาใช้ให้กิจการได้รับประโยชน์สูงสุดและถูกกฎหมายอีกด้วย เช่น รายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล การส่งเสริมการขายกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับการยกเว้น</li>
</ol>
<p><strong>Helpe-insurance</strong> มีทีมงานมืออาชีพ ที่คอยแนะนำเจ้าของกิจการในการวางแผนภาษีนิติบุคคล เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับกิจการ ติดต่อเราวันนี้<strong> เพื่อขอคำปรึกษาการวางแผนภาษีนิติบุคคล ฟรี!!!!</strong></p>
<p>[contact-form]<strong><br />
</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลดหย่อนภาษีด้วยประกันแบบบำนาญ หรือ RMF</title>
		<link>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%8d/</link>
		<comments>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%8d/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 22 Oct 2011 06:21:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ซื้อประกันชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ลดหย่อนภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ประกันชีวิตแบบบำนาญ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://helpe-insurance.com/?p=331</guid>
		<description><![CDATA[ในช่วงปลายปีของทุกปี เรียกได้ว่าเป็นช่วงมหกรรมการลดหย่อนภาษีของเหล่ามนุษย์เงินเดือนที่ต้องเสียภาษีเลยทีเดียว เพราะเป็นโค้งสุดท้ายในการเลือกซื้อกองทุนรวม LTF/RMF รวมถึงประกันชีวิต เพื่อนำไปลดหย่อนภาษี ประกอบกับองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็มีกิจกรรมทางการเงินที่จัดขึ้นสนับสนุนความต้องการนี้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สถาบันทางการเงิน อาทิเช่น ธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) หรือบริษัทประกันชีวิตได้เข้าร่วมพร้อมจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายกันอย่างคึกคักทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2553) มีความคึกคักเป็นพิเศษ เพราะนอกจากตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี จนทำให้หลายคนต้องตัดใจซื้อกองทุนรวมLTF/RMF กันตอนปลายปีแล้ว ทางภาครัฐยังได้อนุมัติสิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมในเรื่องของ “เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ” อีกด้วย โดยเบี้ยประกันชีวิตส่วนเพิ่มนี้ สามารถนำไปหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 15% ของรายได้พึงประเมิน (หรือรายได้ก่อนหักภาษี) และสูงสุดได้ไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งเมื่อนับรวมกับเงินสะสมรายปีในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และเงินซื้อกองทุนรวมRMF แล้ว จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท ประกันชีวิตแบบบำนาญ มีความแตกต่างกับเบี้ยประกันชีวิตของเดิมตรงที่ประกันชีวิตแบบบำนาญนี้ นอกจากจะต้องมีระยะเวลาเอาประกันภัย 10 ปีขึ้นไปแล้ว ยังต้องมีเงื่อนไขการจ่ายเป็นเงินบำนาญตั้งแต่อายุ 55 ปีขึ้นไป จนถึงอายุไม่ต่ำกว่า 85 ปี และก่อนเริ่มจ่ายเงินบำนาญจะต้องไม่มีการจ่ายผลประโยชน์ใดๆ ยกเว้นกรณีเสียชีวิตเท่านั้น ด้วยเงื่อนไขของช่วงอายุที่จะได้รับเงินคืนตอนเกษียณอายุแล้ว อาจมองได้ว่า ประกันชีวิตบำนาญแบบใหม่ออกมาใช้ทดแทนการซื้อ RMF ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ควรจะเลือกลดหย่อนภาษีด้วยRMF หรือประกันชีวิตบำนาญแบบใหม่? คงเป็นคำถามในใจของหลายๆ คน ประกันชีวิตบำนาญแบบลดหย่อนได้ เป็นรูปแบบประกันที่รวมประกันแบบบำนาญ (เงินได้ประจำ) และแบบตลอดชีพเข้าด้วยกัน จึงมีข้อดีในแง่ของการคุ้มครองชีวิตระหว่างที่ยังมีรายได้จากการทำงานอยู่ และมีรายได้ประจำให้หลังเกษียณอายุแล้ว กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เป็นกองทุนรวมประเภทที่สามารถนำเงินลงทุนไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ มีข้อดีตรงที่มีความหลากหลายของนโยบายการลงทุนให้เลือก ช่วยตอบสนองระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคลได้ แต่เมื่อเริ่มต้นลงทุนแล้ว จะต้องลงทุนอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปี และจนถึงอายุ 55 ปี โดยจะสามารถไถ่ถอนได้ทั้งจำนวนก็ต่อเมื่ออายุ 55 ปีบริบูรณ์ RMF กับประกันบำนาญแบบลดหย่อน เหมาะกับใคร เมื่อเปรียบเทียบจุดเด่นและข้อจำกัดของกองทุนรวม RMF และประกันบำนาญแบบลดหย่อน ในกรณีที่คุณอายุ 30 ปี มีรายละเอียดตามตารางข้างล่าง ประกันบำนาญ ทุนประกันชีวิต 1,000,000บาท เงินลงทุนในกองทุนรวม RMF - ชำระเบี้ยประกันปีละ 64,400 บาท - เงินลงทุนปีละ 64,400 บาท - ชำระเบี้ยประกันทั้งสิ้น 1,610,000 บาท - เงินลงทุนทั้งสิ้น 1,610,000 บาท - หากเสียชีวิตในปีที่ 5 ทายาทรับเงิน1,000,000 บาท - หากเสียชีวิตในปีที่ 5 ทายาทรับเงินลงทุนคืน322,000 บาท (บวกกำไรหรือขาดทุน) - เมื่อครบอายุ 55 ปี ได้รับเงินบำนาญปีละ120,000 บาท จนอายุ 85 ปี รวม 3,600,000บาท - เมื่อครบอายุ 55 ปี ได้รับเงินก้อน 1,610,000บาท (บวกกำไรหรือขาดทุน) ซึ่งเมื่อนำมาพิจารณาร่วมกับเป้าหมายและข้อจำกัดรายบุคคล สามารถแยกเป็นประเด็นต่างๆ ได้ดังนี้ ความคุ้มครอง ในช่วงที่ยังทำงานมีรายได้อยู่และอายุยังไม่ถึง 55 ปี หากคุณเสียชีวิต เงินที่ทายาทได้จะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างการลงทุนใน RMF และประกันบำนาญ จึงสามารถนำมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจเลือก โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีภาระรับผิดชอบและเป็นเสาหลักของคนในครอบครัว อย่างไรก็ดี เงินที่ทายาทได้รับจะไม่แตกต่างกัน ถ้าคุณมีชีวิตอยู่จนถึงช่วงคุ้มทุน หรือช่วงปีที่เงินสะสมใน RMF ใกล้เคียงกับทุนประกันชีวิตที่ทายาทจะได้รับ การมีรายได้สม่ำเสมอหลังเกษียณ วัตถุประสงค์ที่เหมือนกันของ RMF และประกันบำนาญ คือ ต้องการให้มีออมเงินไว้ใช้ช่วงหลังเกษียณอายุ แต่แตกต่างกันที่เมื่ออายุครบ 55 ปี การลงทุนในRMF จะได้รับคืนเป็นเงินก้อน ในขณะที่ประกันบำนาญ จะทยอยรับเงินเป็นรายปีหรือรายเดือน เหมาะกับคนที่ต้องการรายได้ที่ชัดเจนอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องเสียเวลาบริหารการลงทุนในตอนเกษียณอายุแล้ว เพิ่มความมั่งคั่ง แม้การลงทุนในกองทุนรวมจะมีความเสี่ยง แต่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า ช่วยสร้างความมั่งคั่งได้มากกว่าประกันชีวิต ดังนั้น สำหรับคนที่ยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้ การลงทุนใน RMF ช่วยเพิ่มโอกาสที่ตอนเกษียณจะมีเงินมากกว่าที่ได้วางแผนไว้ จนอาจเหลือเป็นมรดกให้ลูกหลานได้ หรือถ้าจะออมด้วยเงินที่น้อยกว่า ก็มีโอกาสจะมีเงินเพียงพอในช่วงหลังเกษียณอายุเช่นกัน ความสามารถในการหารายได้ โดยปกติประกันชีวิตมีเงื่อนไขที่จะต้องชำระเบี้ยประกันในจำนวนเท่าๆกัน ตลอดอายุสัญญา ประกันชีวิตแบบบำนาญก็เช่นกัน (เพียงแต่จำกัดเบี้ยประกันที่นำมาลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท) ด้วยเงื่อนไขการชำระเบี้ย ประกันแบบบำนาญอาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน เช่น พนักงานขายที่มีรายได้เป็นค่าคอมมิชชั่น เพราะมีโอกาสที่จะผิดเงื่อนไขได้ง่ายกว่าคนที่มีรายได้ค่อนข้างแน่นอน ในขณะที่การลงทุนใน RMF อาจปรับลดเงินลงทุนรายปีได้ แต่ต้องลงทุนไม่น้อยกว่าขั้นต่ำตามกฎหมาย (ไม่น้อยกว่า 3% ของรายได้ หรือ 5,000 บาท) อย่างไรก็ตาม หากพิจารณากันอีกแง่หนึ่งแล้ว ประกันบำนาญอาจออกมาเติมเต็มการลดหย่อนภาษี สำหรับผู้ที่ได้ใช้สิทธิในกองทุนรวม RMF จำนวน 15% ของรายได้พึงประเมิน รวมเข้ากับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ยังไม่ถึง 500,000 บาท สิทธิลดหย่อนเบี้ยประกันส่วนเพิ่มจึงไม่ได้เป็นทางเลือกทดแทนกองทุนรวม RMF แต่ช่วยให้สามารถเรียกภาษีคืนได้เพิ่มและกระตุ้นให้เก็บออมเพื่อเกษียณอายุมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระให้กับรัฐบาลในระยะยาวได้เช่นกัน ข้อมูลจาก : KWeplan.com โดย : เบญจมาศ จรูญวงศ์นิรมล ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาสินเชื่อส่วนบุคคล  ธนาคารกสิกรไทย &#160; &#160;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ในช่วงปลายปีของทุกปี </strong>เรียกได้ว่าเป็นช่วงมหกรรมการลดหย่อนภาษีของเหล่ามนุษย์เงินเดือนที่ต้องเสียภาษีเลยทีเดียว เพราะเป็นโค้งสุดท้ายในการเลือกซื้อกองทุนรวม LTF/RMF รวมถึง<a title="ซื้อประกันชีวิต" href="http://helpe-insurance.com/2011/10/buy-insurance/" target="_blank">ประกันชีวิต</a> เพื่อนำไปลดหย่อนภาษี ประกอบกับองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็มีกิจกรรมทางการเงินที่จัดขึ้นสนับสนุนความต้องการนี้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สถาบันทางการเงิน อาทิเช่น ธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) หรือบริษัทประกันชีวิตได้เข้าร่วมพร้อมจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายกันอย่างคึกคักทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2553) มีความคึกคักเป็นพิเศษ เพราะนอกจากตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี จนทำให้หลายคนต้องตัดใจซื้อกองทุนรวมLTF/RMF กันตอนปลายปีแล้ว ทางภาครัฐยังได้อนุมัติสิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมในเรื่องของ <a title="ประกันชีวิตแบบบำนาญ" href="http://helpe-insurance.com/model-insurance/pension/" target="_blank">“เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ”</a> อีกด้วย</p>
<p>โดยเบี้ยประกันชีวิตส่วนเพิ่มนี้ สามารถนำไปหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 15% ของรายได้พึงประเมิน (หรือรายได้ก่อนหักภาษี) และสูงสุดได้ไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งเมื่อนับรวมกับเงินสะสมรายปีในกองทุน<span id="more-331"></span>สำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และเงินซื้อกองทุนรวมRMF แล้ว จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท</p>
<p><a title="ประกันชีวิตแบบบำนาญ" href="http://helpe-insurance.com/model-insurance/pension/" target="_blank">ประกันชีวิตแบบบำนาญ </a>มีความแตกต่างกับเบี้ยประกันชีวิตของเดิมตรงที่ประกันชีวิตแบบบำนาญนี้ นอกจากจะต้องมีระยะเวลาเอาประกันภัย 10 ปีขึ้นไปแล้ว ยังต้องมีเงื่อนไขการจ่ายเป็นเงินบำนาญตั้งแต่อายุ 55 ปีขึ้นไป จนถึงอายุไม่ต่ำกว่า 85 ปี และก่อนเริ่มจ่ายเงินบำนาญจะต้องไม่มีการจ่ายผลประโยชน์ใดๆ ยกเว้น<span style="text-decoration: underline;">กรณีเสียชีวิตเท่านั้น</span></p>
<p>ด้วยเงื่อนไขของช่วงอายุที่จะได้รับเงินคืนตอนเกษียณอายุแล้ว อาจมองได้ว่า ประกันชีวิตบำนาญแบบใหม่ออกมาใช้ทดแทนการซื้อ RMF ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ควรจะเลือกลดหย่อนภาษีด้วยRMF หรือประกันชีวิตบำนาญแบบใหม่? คงเป็นคำถามในใจของหลายๆ คน</p>
<p><strong><a title="ประกันชีวิตแบบบำนาญ" href="http://helpe-insurance.com/model-insurance/pension/" target="_blank">ประกันชีวิตบำนาญแบบลดหย่อนได้</a></strong></p>
<p>เป็นรูปแบบประกันที่รวมประกันแบบบำนาญ (เงินได้ประจำ) และแบบตลอดชีพเข้าด้วยกัน จึงมีข้อดีในแง่ของการคุ้มครองชีวิตระหว่างที่ยังมีรายได้จากการทำงานอยู่ และมีรายได้ประจำให้หลังเกษียณอายุแล้ว</p>
<p><strong>กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ </strong><strong>(RMF)</strong></p>
<p>เป็นกองทุนรวมประเภทที่สามารถนำเงินลงทุนไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ มีข้อดีตรงที่มีความหลากหลายของนโยบายการลงทุนให้เลือก ช่วยตอบสนองระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคลได้ แต่เมื่อเริ่มต้นลงทุนแล้ว จะต้องลงทุนอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปี และจนถึงอายุ 55 ปี โดยจะสามารถไถ่ถอนได้ทั้งจำนวนก็ต่อเมื่ออายุ 55 ปีบริบูรณ์</p>
<p><strong>RMF กับประกันบำนาญแบบลดหย่อน เหมาะกับใคร</strong></p>
<p>เมื่อเปรียบเทียบจุดเด่นและข้อจำกัดของกองทุนรวม RMF และประกันบำนาญแบบลดหย่อน ในกรณีที่คุณอายุ 30 ปี มีรายละเอียดตามตารางข้างล่าง</p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td width="295" valign="top"><strong>ประกันบำนาญ ทุนประกันชีวิต </strong><strong>1,000,000บาท</strong></td>
<td width="295" valign="top"><strong>เงินลงทุนในกองทุนรวม </strong><strong>RMF</strong></td>
</tr>
<tr>
<td width="295" valign="top">- ชำระเบี้ยประกันปีละ 64,400 บาท</td>
<td width="295" valign="top">- เงินลงทุนปีละ 64,400 บาท</td>
</tr>
<tr>
<td width="295" valign="top">- ชำระเบี้ยประกันทั้งสิ้น 1,610,000 บาท</td>
<td width="295" valign="top">- เงินลงทุนทั้งสิ้น 1,610,000 บาท</td>
</tr>
<tr>
<td width="295" valign="top">- หากเสียชีวิตในปีที่ 5 ทายาทรับเงิน1,000,000 บาท</td>
<td width="295" valign="top">- หากเสียชีวิตในปีที่ 5 ทายาทรับเงินลงทุนคืน322,000 บาท (บวกกำไรหรือขาดทุน)</td>
</tr>
<tr>
<td width="295" valign="top">- เมื่อครบอายุ 55 ปี ได้รับเงินบำนาญปีละ120,000 บาท จนอายุ 85 ปี รวม 3,600,000บาท</td>
<td width="295" valign="top">- เมื่อครบอายุ 55 ปี ได้รับเงินก้อน 1,610,000บาท (บวกกำไรหรือขาดทุน)</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ซึ่งเมื่อนำมาพิจารณาร่วมกับเป้าหมายและข้อจำกัดรายบุคคล สามารถแยกเป็นประเด็นต่างๆ ได้ดังนี้</p>
<ul>
<li><strong>ความคุ้มครอง </strong>ในช่วงที่ยังทำงานมีรายได้อยู่และอายุยังไม่ถึง 55 ปี หากคุณเสียชีวิต เงินที่ทายาทได้จะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างการลงทุนใน RMF และประกันบำนาญ จึงสามารถนำมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจเลือก โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีภาระรับผิดชอบและเป็นเสาหลักของคนในครอบครัว อย่างไรก็ดี เงินที่ทายาทได้รับจะไม่แตกต่างกัน ถ้าคุณมีชีวิตอยู่จนถึงช่วงคุ้มทุน หรือช่วงปีที่เงินสะสมใน RMF ใกล้เคียงกับทุนประกันชีวิตที่ทายาทจะได้รับ</li>
<li><strong>การมีรายได้สม่ำเสมอหลังเกษียณ</strong> วัตถุประสงค์ที่เหมือนกันของ RMF และประกันบำนาญ คือ ต้องการให้มีออมเงินไว้ใช้ช่วงหลังเกษียณอายุ แต่แตกต่างกันที่เมื่ออายุครบ 55 ปี การลงทุนในRMF จะได้รับคืนเป็นเงินก้อน ในขณะที่ประกันบำนาญ จะทยอยรับเงินเป็นรายปีหรือรายเดือน เหมาะกับคนที่ต้องการรายได้ที่ชัดเจนอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องเสียเวลาบริหารการลงทุนในตอนเกษียณอายุแล้ว</li>
<li><strong>เพิ่มความมั่งคั่ง</strong> แม้การลงทุนในกองทุนรวมจะมีความเสี่ยง แต่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า ช่วยสร้างความมั่งคั่งได้มากกว่าประกันชีวิต ดังนั้น สำหรับคนที่ยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้ การลงทุนใน RMF ช่วยเพิ่มโอกาสที่ตอนเกษียณจะมีเงินมากกว่าที่ได้วางแผนไว้ จนอาจเหลือเป็นมรดกให้ลูกหลานได้ หรือถ้าจะออมด้วยเงินที่น้อยกว่า ก็มีโอกาสจะมีเงินเพียงพอในช่วงหลังเกษียณอายุเช่นกัน</li>
<li><strong>ความสามารถในการหารายได้</strong> โดยปกติประกันชีวิตมีเงื่อนไขที่จะต้องชำระเบี้ยประกันในจำนวนเท่าๆกัน ตลอดอายุสัญญา ประกันชีวิตแบบบำนาญก็เช่นกัน (เพียงแต่จำกัดเบี้ยประกันที่นำมาลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท) ด้วยเงื่อนไขการชำระเบี้ย ประกันแบบบำนาญอาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน เช่น พนักงานขายที่มีรายได้เป็นค่าคอมมิชชั่น เพราะมีโอกาสที่จะผิดเงื่อนไขได้ง่ายกว่าคนที่มีรายได้ค่อนข้างแน่นอน ในขณะที่การลงทุนใน RMF อาจปรับลดเงินลงทุนรายปีได้ แต่ต้องลงทุนไม่น้อยกว่าขั้นต่ำตามกฎหมาย (ไม่น้อยกว่า 3% ของรายได้ หรือ 5,000 บาท)</li>
</ul>
<p><strong>อย่างไรก็ตาม </strong>หากพิจารณากันอีกแง่หนึ่งแล้ว ประกันบำนาญอาจออกมาเติมเต็มการลดหย่อนภาษี สำหรับผู้ที่ได้ใช้สิทธิในกองทุนรวม RMF จำนวน 15% ของรายได้พึงประเมิน รวมเข้ากับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ยังไม่ถึง 500,000 บาท สิทธิลดหย่อนเบี้ยประกันส่วนเพิ่มจึงไม่ได้เป็นทางเลือกทดแทนกองทุนรวม RMF แต่ช่วยให้สามารถเรียกภาษีคืนได้เพิ่มและกระตุ้นให้เก็บออมเพื่อเกษียณอายุมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระให้กับรัฐบาลในระยะยาวได้เช่นกัน</p>
<p><strong>ข้อมูลจาก</strong> : KWeplan.com</p>
<p><strong>โดย </strong><strong>: เบญจมาศ จรูญวงศ์นิรมล<br />
</strong><strong>ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาสินเชื่อส่วนบุคคล  <strong>ธนาคารกสิกรไทย</strong></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: 11px; line-height: normal;"><span style="text-decoration: underline;"><br />
</span></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%8d/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สาเหตุที่ต้องทำประกัน</title>
		<link>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 21 Oct 2011 06:13:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ซื้อประกันชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[เกี่ยวกับประกันชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[สาเหตุที่ต้องทำประกัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://helpe-insurance.com/?p=328</guid>
		<description><![CDATA[การประกันชีวิต คือ เครื่องมือทางการเงินชนิดหนึ่ง ที่อาศัยหลักการเฉลี่ยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากคนหนึ่งไปยังอีกหลายๆ คน   เพื่อให้ภัยที่เกิดขึ้นมีผลกระทบน้อยลงหรือบรรเทาลงนั่นเอง ประกันชีวิตสามารถช่วยแก้ปัญหาต่างๆ   อันเกิดจากความไม่แน่นอนของชีวิตหรือความเสี่ยง อันได้แก่ การเสียชีวิต เจ็บป่วย  ทุพพลภาพ และชราภาพ  อีกทั้งยังนำเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษีเงินได้ด้วย ดังคำกล่าวที่ว่า “ชีวิตมีความเสี่ยง อย่าคิดเลี่ยงทำประกัน ลดหย่อนได้โดยพลัน เริ่มต้นทำวันนี้เลย” รู้อย่างนี้แล้วอย่านิ่งนอนใจ ควรเริ่มทำประกันชีวิตตั้งแต่วันนี้เลยนะครับ สำหรับคนที่ยังไม่เคยทำประกันเลย ทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย คงมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า ฉันจะทำประกันไปทำไม คิดว่าทำไปก็ไม่ได้ใช้ ในเมื่อเรามีความระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา ขับรถยนต์ก็ไม่เคยชน ชีวิตก็ไม่ได้มีความเสี่ยงอะไรมากมาย ทำงานอยู่ในออฟฟิศตลอด จะเสียค่าเบี้ยประกันใหักับบริษัทประกันฟรีๆ ไปทุกปีทำไม รับความเสี่ยงไว้เองดีกว่า  แต่ทุกท่านเคยลองนึกดูไหมว่า หากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นจริงๆ แล้ว บางทีอาจเกิดความสูญเสียที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าตามมาก็ได้ ตัวอย่างอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ที่ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งในส่วนของชีวิตและทรัพย์สิน รถเก๋งฮอนด้า ซีวิค ขับชนรถตู้โดยสารบนทางด่วนโทลล์เวย์ หน้า ม. เกษตรศาสตร์ ทำให้มีผู้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตจำนวนมาก ผู้โดยสารที่อยู่ในรถตู้คันนั้นเป็นช่วงวัยกำลังเรียน และทำงาน มีความรู้ การศึกษาดี บางคนเป็นนักศึกษา บางคนเป็นอาจารย์ บางคนจบ ดร.จากต่างประเทศ กำลังมีอนาคตที่สดใส มีความสามารถในการหารายได้ และเป็นกำลังหลักของครอบครัว ซึ่งหากคนที่อยู่บนรถโดยสารนั้นทุกคนมีประกัน ครอบครัวของบุคคลเหล่านั้นคงจะได้รับการบรรเทาความเสียใจที่เสียบุคคลที่รักบ้าง เพราะอย่างน้อยก็มีเงินชดเชยที่ได้จากการทำประกันชีวิต หรือประกันภัยมาชดเชยสำหรับอนาคต แต่ถ้าคำตอบคือไม่มีประกัน มูลค่าความเสียหายนอกเหนือจากด้านจิตใจแล้ว ยังส่งผลกระทบทั้งในด้านทรัพย์สิน และรายได้ของบุคคลในครอบครัวตามมาด้วย การเจ็บป่วย การถูกโจรกรรม การเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต หรือแม้กระทั่งการถูกรถชน เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด แล้วทำไมเราต้องรอให้เกิดเหตุการณ์นั้นๆ ขึ้นก่อน แล้วถึงคิดที่จะทำประกัน ในเมื่อการดำเนินชีวิตประจำวันทุกวันนี้ เราพบความเสี่ยงที่อยู่รอบตัวเรามากมาย นอกเหนือจากอุบัติเหตุที่ได้ยกตัวอย่างมา ทั้งในด้านสุขภาพ ทรัพย์สิน หนี้สิน ธุรกิจ อีกทั้งความเสี่ยงนี้จะกระทบไปถึงความมั่งคั่งที่ลดลงของเรา และอาจส่งผลไปต่อบุคคลในครอบครัวที่เรารักอีกด้วย ก่อนที่จะตัดสินใจทำประกัน หรือ เริ่มต้นทำความคุ้มครองให้กับตัวเองและทรัพย์สินที่มีอยู่ควรทำความรู้จักประกันภัยกันก่อนว่าประกันที่มีในปัจจุบันนั้นมีรูปแบบอย่างไรบ้าง ซึ่งการประกันภัยนั้น สามารถเแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่ ประกันชีวิต และประกันวินาศภัย โดยมีรูปแบบประกันชีวิตทั้งสิ้น 4 แบบ ได้แก่ แบบสะสมทรัพย์ (Endowment) เป็นแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากเป็นกรมธรรม์ที่ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง คือเสียชีวิตก่อนครบสัญญาก็ได้รับเงิน หรืออยู่ครบสัญญาก็ได้รับเงิน แบบบำนาญ (Annuity) เป็นแบบที่เมื่อผู้ทำประกันอายุครบ 55 ปี หรือ 60 ปี จะได้รับเงินคืน (บำนาญ) เป็น รายงวดเท่าๆ กันอย่างสม่ำเสมอจนถึงอายุ 85 ปี หรือมากกว่า และได้รับเงินบำนาญคืนเมื่อได้ชำระเบี้ยประกัน ครบตามสัญญา แบบชั่วระยะเวลา (Term) ให้ความคุ้มครองตามวงเงินและระยะเวลาที่กำหนด หากผู้เอาประกันอยู่ครบสัญญาจะไม่ได้ รับเงินใด ๆ ทั้งสิ้น แบบตลอดชีพ (Whole life) ให้ความคุ้มครองไปสิ้นสุดเอาตอนที่ผู้เอาประกันเสียชีวิต ไม่ว่าขณะนั้นจะอายุเท่าใดก็ตาม หากอายุครบ 99 ปี หรือ 100 ปี แล้วยังมีชีวิตอยู่ความคุ้มครองก็จะสิ้นสุดลงและบริษัทจะคืนทุนประกันให้กับ ผู้เอาประกันผู้นั้นทันที รูปแบบประกันวินาศภัย 4 แบบ ได้แก่ ประกันรถยนต์ (Motor) เป็นการประกันความเสียหายที่เกิดแก่รถยนต์ ได้แก่ ความเสียหายที่เกิดแก่รถยนต์ และ ความเสียหายที่รถยนต์ก่อให้เกิดแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอก รวมทั้งบุคคลที่โดยสารอยู่ ประกันขนส่งทางทะเล (Marine) เป็นประกันแขนงหนึ่งที่มุ่งหมายจะให้ความคุ้มครองความสูญเสีย หรือความเสียหายที่เกิดจากภัยทางทะเล ในระหว่างการเดินทางหรือการขนส่งทางทะเล โดยจะคุ้มครองทั้งตัวเรือและสินค้าที่อยู่ในเรือ ประกันอัคคีภัย (Fire) เป็นการประกันประเภทหนึ่งที่วัตถุเอาประกันภัยเป็นตัวทรัพย์สินโดยตรง ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะเป็นสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ประเภทสิ่งปลูกสร้าง สามารถที่จะเอาประกันอัคคีภัยได้ ประกันแบบเบ็ดเตล็ด (Miscellaneous) ได้แก่ ประกันการเสี่ยงภัยทุกชนิด ประกันความรับผิดชอบต่อบุคคลที่สาม ประกันการโจรกรรม ประกันภัยกอล์ฟ ประกันภัยสำหรับเงิน ฯลฯ สรุปแล้วการประกันวินาศภัย คือ การที่ผู้รับประกันภัยทำสัญญายินยอมที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทน  หรือชดใช้เงินจำนวนหนึ่งในกรณีที่เกิดความเสียหายเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เอาประกันภัย  โดยที่ผู้เอาประกันภัยตกลงจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้รับประกันภัย &#160; ข้อมูลจาก : KWeplan.com โดย : คนอง ศรีพิบูลพานิชย์ ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาสินเชื่อส่วนบุคคล  ธนาคารกสิกรไทย &#160; &#160;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การประกันชีวิต</strong> คือ เครื่องมือทางการเงินชนิดหนึ่ง ที่อาศัยหลักการเฉลี่ยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากคนหนึ่งไปยังอีกหลายๆ คน   เพื่อให้ภัยที่เกิดขึ้นมีผลกระทบน้อยลงหรือบรรเทาลงนั่นเอง ประกันชีวิตสามารถช่วยแก้ปัญหาต่างๆ   อันเกิดจากความไม่แน่นอนของชีวิตหรือความเสี่ยง อันได้แก่ การเสียชีวิต เจ็บป่วย  ทุพพลภาพ และชราภาพ  อีกทั้งยังนำเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษีเงินได้ด้วย ดังคำกล่าวที่ว่า <strong>“ชีวิตมีความเสี่ยง อย่าคิดเลี่ยงทำประกัน ลดหย่อนได้โดยพลัน เริ่มต้นทำวันนี้เลย”</strong> รู้อย่างนี้แล้วอย่านิ่งนอนใจ ควรเริ่มทำประกันชีวิตตั้งแต่วันนี้เลยนะครับ</p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>สำหรับคนที่ยังไม่เคยทำประกันเลย </strong></span>ทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย คงมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า ฉันจะทำประกันไปทำไม คิดว่าทำไปก็ไม่ได้ใช้ ในเมื่อเรามีความระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา ขับรถยนต์ก็ไม่เคยชน ชีวิตก็ไม่ได้มีความเสี่ยงอะไรมากมาย ทำงานอยู่ในออฟฟิศตลอด จะเสียค่าเบี้ยประกันใหักับบริษัทประกันฟรีๆ ไปทุกปีทำไม รับความเสี่ยงไว้เองดีกว่า  แต่ทุกท่านเคยลองนึกดูไหมว่า หากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นจริงๆ แล้ว บางที<span id="more-328"></span>อาจเกิดความสูญเสียที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าตามมาก็ได้</p>
<p>ตัวอย่างอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ที่ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งในส่วนของชีวิตและทรัพย์สิน รถเก๋งฮอนด้า ซีวิค ขับชนรถตู้โดยสารบนทางด่วนโทลล์เวย์ หน้า ม. เกษตรศาสตร์ ทำให้มีผู้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตจำนวนมาก ผู้โดยสารที่อยู่ในรถตู้คันนั้นเป็นช่วงวัยกำลังเรียน และทำงาน มีความรู้ การศึกษาดี บางคนเป็นนักศึกษา บางคนเป็นอาจารย์ บางคนจบ ดร.จากต่างประเทศ กำลังมีอนาคตที่สดใส มีความสามารถในการหารายได้ และเป็นกำลังหลักของครอบครัว ซึ่งหากคนที่อยู่บนรถโดยสารนั้นทุกคนมีประกัน ครอบครัวของบุคคลเหล่านั้นคงจะได้รับการบรรเทาความเสียใจที่เสียบุคคลที่รักบ้าง เพราะอย่างน้อยก็มีเงินชดเชยที่ได้จากการทำประกันชีวิต หรือประกันภัยมาชดเชยสำหรับอนาคต แต่ถ้าคำตอบคือไม่มีประกัน มูลค่าความเสียหายนอกเหนือจากด้านจิตใจแล้ว ยังส่งผลกระทบทั้งในด้านทรัพย์สิน และรายได้ของบุคคลในครอบครัวตามมาด้วย</p>
<p><strong>การเจ็บป่วย การถูกโจรกรรม การเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต หรือแม้กระทั่งการถูกรถชน</strong> เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด แล้วทำไมเราต้องรอให้เกิดเหตุการณ์นั้นๆ ขึ้นก่อน แล้วถึงคิดที่จะทำประกัน ในเมื่อการดำเนินชีวิตประจำวันทุกวันนี้ เราพบความเสี่ยงที่อยู่รอบตัวเรามากมาย นอกเหนือจากอุบัติเหตุที่ได้ยกตัวอย่างมา ทั้งในด้านสุขภาพ ทรัพย์สิน หนี้สิน ธุรกิจ อีกทั้งความเสี่ยงนี้จะกระทบไปถึงความมั่งคั่งที่ลดลงของเรา และอาจส่งผลไปต่อบุคคลในครอบครัวที่เรารักอีกด้วย</p>
<p><strong>ก่อนที่จะตัดสินใจทำประกัน </strong>หรือ เริ่มต้นทำความคุ้มครองให้กับตัวเองและทรัพย์สินที่มีอยู่ควรทำความรู้จักประกันภัยกันก่อนว่าประกันที่มีในปัจจุบันนั้นมีรูปแบบอย่างไรบ้าง ซึ่งการประกันภัยนั้น สามารถเแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่ ประกันชีวิต และประกันวินาศภัย โดยมีรูปแบบประกันชีวิตทั้งสิ้น 4 แบบ ได้แก่</p>
<ol>
<li><strong>แบบสะสมทรัพย์ (Endowment) </strong>เป็นแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากเป็นกรมธรรม์ที่ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง คือเสียชีวิตก่อนครบสัญญาก็ได้รับเงิน หรืออยู่ครบสัญญาก็ได้รับเงิน</li>
<li><strong>แบบบำนาญ (</strong><strong>A</strong><strong>nnuity</strong><strong>)</strong> เป็นแบบที่เมื่อผู้ทำประกันอายุครบ 55 ปี หรือ 60 ปี จะได้รับเงินคืน (บำนาญ) เป็น รายงวดเท่าๆ กันอย่างสม่ำเสมอจนถึงอายุ 85 ปี หรือมากกว่า และได้รับเงินบำนาญคืนเมื่อได้ชำระเบี้ยประกัน ครบตามสัญญา</li>
<li><strong>แบบชั่วระยะเวลา (</strong><strong>Term</strong><strong>)</strong> ให้ความคุ้มครองตามวงเงินและระยะเวลาที่กำหนด หากผู้เอาประกันอยู่ครบสัญญาจะไม่ได้ รับเงินใด ๆ ทั้งสิ้น</li>
<li><strong>แบบตลอดชีพ (Whole life) </strong>ให้ความคุ้มครองไปสิ้นสุดเอาตอนที่ผู้เอาประกันเสียชีวิต ไม่ว่าขณะนั้นจะอายุเท่าใดก็ตาม หากอายุครบ 99 ปี หรือ 100 ปี แล้วยังมีชีวิตอยู่ความคุ้มครองก็จะสิ้นสุดลงและบริษัทจะคืนทุนประกันให้กับ ผู้เอาประกันผู้นั้นทันที</li>
</ol>
<p><strong>รูปแบบประกันวินาศภัย </strong><strong>4 แบบ ได้แก่</strong></p>
<ol>
<li><strong>ประกันรถยนต์ (Motor)</strong> เป็นการประกันความเสียหายที่เกิดแก่รถยนต์ ได้แก่ ความเสียหายที่เกิดแก่รถยนต์ และ ความเสียหายที่รถยนต์ก่อให้เกิดแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอก รวมทั้งบุคคลที่โดยสารอยู่</li>
<li><strong>ประกันขนส่งทางทะเล (Marine) </strong>เป็นประกันแขนงหนึ่งที่มุ่งหมายจะให้ความคุ้มครองความสูญเสีย หรือความเสียหายที่เกิดจากภัยทางทะเล ในระหว่างการเดินทางหรือการขนส่งทางทะเล โดยจะคุ้มครองทั้งตัวเรือและสินค้าที่อยู่ในเรือ</li>
<li><strong>ประกันอัคคีภัย (Fire) </strong>เป็นการประกันประเภทหนึ่งที่วัตถุเอาประกันภัยเป็นตัวทรัพย์สินโดยตรง ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะเป็นสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ประเภทสิ่งปลูกสร้าง สามารถที่จะเอาประกันอัคคีภัยได้</li>
<li><strong>ประกันแบบเบ็ดเตล็ด (Miscellaneous) </strong>ได้แก่ ประกันการเสี่ยงภัยทุกชนิด ประกันความรับผิดชอบต่อบุคคลที่สาม ประกันการโจรกรรม ประกันภัยกอล์ฟ ประกันภัยสำหรับเงิน ฯลฯ</li>
</ol>
<p><strong>สรุปแล้วการประกันวินาศภัย</strong> คือ การที่ผู้รับประกันภัยทำสัญญายินยอมที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทน  หรือชดใช้เงินจำนวนหนึ่งในกรณีที่เกิดความเสียหายเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เอาประกันภัย  โดยที่ผู้เอาประกันภัยตกลงจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้รับประกันภัย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>ข้อมูลจาก</strong> : KWeplan.com</p>
<p><strong>โดย </strong><strong>: คนอง ศรีพิบูลพานิชย์<br />
</strong><strong>ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาสินเชื่อส่วนบุคคล  <strong>ธนาคารกสิกรไทย</strong></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ซื้อประกันชีวิต ลดหย่อนภาษี</title>
		<link>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 21 Oct 2011 06:07:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ซื้อประกันชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ลดหย่อนภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ซื้อประกันชีวิต ลดหย่อนภาษี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://helpe-insurance.com/?p=326</guid>
		<description><![CDATA[สำหรับผู้ไม่ต้องการความเสี่ยงจากการลงทุน อีกทั้งต้องการความปลอดภัยของเงินต้นเต็มจำนวนอีกทางเลือกของการลงทุนเพื่อประหยัดภาษี คือ การออมในรูปของเบี้ยประชีวิต โดยผลตอบแทนจะอยู่ในรูปของเงินคืน หรือ เงินปันผล ซึ่งจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละแบบประกันที่บริษัทประกันชีวิตเป็นผู้นำเสนอ  ประกันชีวิตสามารถแบ่งออกได้ 4 ประเภทหลัก คือ แบบสะสมทรัพย์ แบบชั่วระยะเวลา แบบตลอดชีพ แบบบำนาญ ปัจจุบันประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ เป็นที่นิยมมากที่สุดสำหรับคนไทย เนื่องจากได้รับความคุ้มครอง ได้รับเงินคืน และประหยัดภาษีจากเบี้ยประกันที่ได้ชำระไปในปีภาษีนั้น ทั้งนี้สูงสุดหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่ากรมธรรม์ดังกล่าวจะต้องมีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และมีการคืนเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตรายปี เบี้ยประกันชีวิตแบบดังกล่าวจึงจะสามารถนำเบี้ยประกันมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ ปัจจัยหลักในการตัดสินใจทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ มีดังนี้ วัตถุประสงค์ของการออมและความคุ้มครอง ท่านต้องการออมเพื่อวัตถุประสงค์ใด เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้ลูก เป็นเงินก้อนให้กับครอบครัว ปลดหนี้  เก็บตังค์ไว้ใช้ตอนเกษียณ หรือเป็นทุนทำธุรกิจ  เมื่อเรารู้วัตถุประสงค์แล้วก็จะทำให้ทราบทุนประกัน หรือความคุ้มครองที่ต้องการได้ และยังทำให้รู้ว่า ต้องการความคุ้มครองนานแค่ไหน ระยะเวลาความคุ้มครอง ก่อนเลือกแบบประกัน ต้องพิจารณาว่าระยะเวลาของแบบที่จะเลือกเหมาะสมหรือไม่ กล่าวคือ ระยะเวลาความคุ้มครองควรจะเหมาะสมกับช่วงอายุ และระยะเวลาที่เรายังมีความเป็นห่วงผู้ที่อยู่ข้างหลังด้วย ยกตัวอย่างเช่น หาก นาย ก. มีอายุ 35 ปี ปัจจุบันมีบุตรอายุ 4ขวบ จะแน่ใจได้อย่างไรว่า หาก นาย ก. เป็นอะไรไป จะมีเงินค่าเล่าเรียนให้บุตรของนาย ก. จนจบหรือไม่ ดังนั้น ระยะเวลาความคุ้มครองไม่ควรจะน้อยกว่า 20 ปี เพื่อให้แน่ใจว่า บุตรของนาย ก. จะเรียนจบในอีก 20 ปีข้างหน้า และสามารถทำงานหาเลี้ยงชีพได้ ระยะเวลาในการชำระเบี้ยประกัน ว่าเหมาะสมกับความสามารถในการออมเงินของผู้มีเงินได้หรือไม่ หากไม่ต้องการเป็นภาระมาก อาจจะเลือกแบบที่ชำระเบี้ยสั้นๆ เพื่อให้หมดภาระในการชำระเบี้ยก่อน อย่างไรก็ตาม หากเลือกแบบที่ชำระเบี้ยสั้น จำนวนเบี้ยประกันที่ต้องออมจะสูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับความคุ้มครองที่เท่ากัน จำนวนเบี้ยประกัน ว่าเหมาะสมกับความสามารถในการออมของผู้มีเงินได้หรือไม่ อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ควรพิจารณาก่อนจะตัดสินใจทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ คือ การทำประกันชีวิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่เน้นในส่วนออมเงินและส่วนที่ให้ความคุ้มครอง ดังนั้น จะให้ผลตอบแทนที่ไม่สูงมากนัก ในการสร้างและปกป้องความมั่งคั่ง จึงควรมีการกระจายการออมและลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เพื่อให้ได้รับทั้งความคุ้มครอง ออม และลงทุน ข้อมูลจาก : KWeplan.com &#160;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #000000;">สำหรับผู้ไม่ต้องการความเสี่ยงจากการลงทุน </span></strong>อีกทั้งต้องการความปลอดภัยของเงินต้นเต็มจำนวนอีกทางเลือกของการลงทุนเพื่อประหยัดภาษี คือ การออมในรูปของเบี้ยประชีวิต โดยผลตอบแทนจะอยู่ในรูปของเงินคืน หรือ เงินปันผล ซึ่งจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละแบบประกันที่บริษัทประกันชีวิตเป็นผู้นำเสนอ  ประกันชีวิตสามารถแบ่งออกได้ 4 ประเภทหลัก คือ</p>
<ol>
<li><strong>แบบสะสมทรัพย์ </strong></li>
<li><strong>แบบชั่วระยะเวลา</strong></li>
<li><strong>แบบตลอดชีพ </strong></li>
<li><strong>แบบบำนาญ</strong></li>
</ol>
<p>ปัจจุบัน<strong><a title="ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์" href="http://helpe-insurance.com/model-insurance/saving-2014/" target="_blank">ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ </a></strong>เป็นที่นิยมมากที่สุดสำหรับคนไทย เนื่องจากได้รับความคุ้มครอง ได้รับเงินคืน และประหยัดภาษีจากเบี้ยประกันที่ได้ชำระไปในปีภาษีนั้น ทั้งนี้<strong><span style="color: #000000;">สูงสุดหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท </span></strong>โดยมีเงื่อนไขว่ากรมธรรม์ดังกล่าวจะต้องมีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และมีการคืนเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตรายปี เบี้ยประกันชีวิตแบบดังกล่าวจึงจะสามารถนำเบี้ยประกันมาใช้ลดหย่อนภาษีได้</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>ปัจจัยหลักในการตัดสินใจทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์</strong> มีดังนี้</p>
<ol>
<li><span style="color: #000000;"><strong>วัตถุประสงค์ของการออมและความคุ้มครอง<span id="more-326"></span></strong> </span>ท่านต้องการออมเพื่อวัตถุประสงค์ใด เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้ลูก เป็นเงินก้อนให้กับครอบครัว ปลดหนี้  เก็บตังค์ไว้ใช้ตอนเกษียณ หรือเป็นทุนทำธุรกิจ <strong> </strong>เมื่อเรารู้วัตถุประสงค์แล้วก็จะทำให้ทราบทุนประกัน หรือความคุ้มครองที่ต้องการได้ และยังทำให้รู้ว่า ต้องการความคุ้มครองนานแค่ไหน</li>
<li><span style="color: #000000;"><strong>ระยะเวลาความคุ้มครอง </strong></span>ก่อนเลือกแบบประกัน ต้องพิจารณาว่าระยะเวลาของแบบที่จะเลือกเหมาะสมหรือไม่ กล่าวคือ ระยะเวลาความคุ้มครองควรจะเหมาะสมกับช่วงอายุ และระยะเวลาที่เรายังมีความเป็นห่วงผู้ที่อยู่ข้างหลังด้วย ยกตัวอย่างเช่น หาก นาย ก. มีอายุ 35 ปี ปัจจุบันมีบุตรอายุ 4ขวบ จะแน่ใจได้อย่างไรว่า หาก นาย ก. เป็นอะไรไป จะมีเงินค่าเล่าเรียนให้บุตรของนาย ก. จนจบหรือไม่ ดังนั้น ระยะเวลาความคุ้มครองไม่ควรจะน้อยกว่า 20 ปี เพื่อให้แน่ใจว่า บุตรของนาย ก. จะเรียนจบในอีก 20 ปีข้างหน้า และสามารถทำงานหาเลี้ยงชีพได้</li>
<li><span style="color: #000000;"><strong>ระยะเวลาในการชำระเบี้ยประกัน </strong></span>ว่าเหมาะสมกับความสามารถในการออมเงินของผู้มีเงินได้หรือไม่ หากไม่ต้องการเป็นภาระมาก อาจจะเลือกแบบที่ชำระเบี้ยสั้นๆ เพื่อให้หมดภาระในการชำระเบี้ยก่อน อย่างไรก็ตาม หากเลือกแบบที่ชำระเบี้ยสั้น จำนวนเบี้ยประกันที่ต้องออมจะสูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับความคุ้มครองที่เท่ากัน</li>
<li><span style="color: #000000;"><strong>จำนวนเบี้ยประกัน</strong> </span>ว่าเหมาะสมกับความสามารถในการออมของผู้มีเงินได้หรือไม่</li>
</ol>
<p><strong>อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ควรพิจารณาก่อนจะตัดสินใจทำประกันชีวิต</strong>แบบสะสมทรัพย์ คือ การทำประกันชีวิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่เน้นในส่วนออมเงินและส่วนที่ให้ความคุ้มครอง ดังนั้น จะให้ผลตอบแทนที่ไม่สูงมากนัก ในการสร้างและปกป้องความมั่งคั่ง จึงควรมีการกระจายการออมและลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เพื่อให้ได้รับทั้งความคุ้มครอง ออม และลงทุน</p>
<p><strong>ข้อมูลจาก </strong>: KWeplan.com</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความเป็นสามีภรรยา หน่วยภาษีที่ควรรู้ เมื่อยื่นแบบ</title>
		<link>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a0%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a0%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Oct 2011 09:13:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา]]></category>
		<category><![CDATA[ซื้อประกันชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ลดหย่อนภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[หน่วยภาษีที่ควรรู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://helpe-insurance.com/?p=322</guid>
		<description><![CDATA[ความเป็นสามีภรรยากันตามกฎหมาย นั่นคือ การจดทะเบียนสมรสกัน ซึ่งในทางภาษีจะถือว่าเป็นหน่วยภาษีเดียวกัน กล่าวคือ เงินได้ของภรรยา จะถือเป็นเงินได้ของสามีด้วย ก็ต่อเมื่อ การจดทะเบียนสมรสมีอยู่เต็มปีภาษี (ปีปฏิทิน) ดังนั้น การที่มีหน่วยภาษีเดียวกันมีโอกาสเสียภาษีเพิ่มขึ้น ดังตัวอย่าง สามี (แยกยื่น)      ภรรยา (แยกยื่น)          ยื่นรวม รายได้(เงินเดือน)ต่อปี            500,000                 500,000            1,000,000 หัก ค่าใช้จ่าย (เงินเดือน)          60,000                   60,000                60,000 ค่าลดหย่อนส่วนตัว            30,000 30,000 60,000 เงินได้สุทธิ                          410,000                 410,000               880,000 เมื่อมีการจดทะเบียนสมรสเต็มปีภาษีแล้วนั้น กรณีที่สามีภรรยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้(เงินเดือน)จะสามารถเลือกได้ว่าจะนำเงินได้ของภรรยามารวมกับสามีหรือไม่ก็ได้จากตัวอย่างพบว่า หากต่างฝ่ายต่างมีรายได้ที่เป็นเงินเดือน (ตาม ม.40(1)) สามีภรรยาแยกยื่นจะได้ประโยชน์ทางภาษีมากกว่าโดยถือเป็นการกระจายฐานเงินได้และเพิ่มค่าใช้จ่ายได้ ตัวอย่างที่สอง สามี (แยกยื่น)     ภรรยา (แยกยื่น)           ยื่นรวม รายได้(เงินเดือน)ต่อปี          500,000             500,000                  1,000,000 รายได้จากเงินปันผลหุ้น         -                       100,000                    100,000 หัก ค่าใช้จ่าย (เงินเดือน)        60,000               60,000                      60,000 ค่าลดหย่อนส่วนตัว          30,000 30,000 60,000 เงินได้สุทธิ                        510,000              410,000                     980,000 กรณีที่ภรรยามีเงินได้ประเภทอื่นๆ ที่มิใช่เงินเดือน จะต้องนำมารวมเป็นเงินได้ของสามี ดังนั้น ในกรณีนี้ สามีจะมีเงินได้จากภรรยาอีก 100,000 บาท (เงินปันผลจากหุ้น) สามีภรรยาแยกยื่นก็ยังได้ประโยชน์จากการกระจายฐานเงินได้อยู่ ดังนั้น หากสามีภรรยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้หลักเป็นเงินเดือน การแยกยื่นภาษีจะได้รับประโยชน์ทางภาษีมากกว่า กรณีที่ภรรยามีเงินได้อื่นๆ ที่มิใช่เงินเดือน แยกยื่นไม่ได้ เนื่องจากจะต้องนำเงินได้(ของภรรยา)มายื่นในนามของสามี ค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนของภรรยาสามารถยกมาให้สามีใช้ได้ กรณีที่ภรรยาไม่มีเงินได้ การยื่นรวมรายได้จะได้ประโยชน์ทางภาษีมากกว่า เนื่องจากสามีจะใช้สิทธิค่าลดหย่อนของภรรยาได้ จำนวน 30,000 บาท จะเห็นได้ว่า ประเด็นเรื่องการแยกยื่นแบบ หรือ ยื่นรวม จะมีผลทำให้เงินได้สุทธิที่นำไปคำนวณภาษีลดลงได้ ดังนั้น ปัจจัยที่ควรคำนึงถึงเมื่อวางแผนภาษี นอกเหนือจากประเภทเงินได้, ค่าใช้จ่ายของแต่ละประเภทเงินได้, ค่าลดหย่อนคู่สมรส จะมีผลต่อการคำนวณเงินได้สุทธิแล้ว สถานภาพความเป็นสามีภรรยา จึงเป็นประเด็นสำคัญในการวางแผนภาษีได้เช่นกัน ข้อมูลจาก : K-Weplan.com &#160; &#160;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #000000;"><strong>ความเป็นสามีภรรยากันตามกฎหมาย </strong></span>นั่นคือ การจดทะเบียนสมรสกัน ซึ่งในทางภาษีจะถือว่าเป็นหน่วยภาษีเดียวกัน กล่าวคือ เงินได้ของภรรยา จะถือเป็นเงินได้ของสามีด้วย ก็ต่อเมื่อ การจดทะเบียนสมรสมีอยู่เต็มปีภาษี (ปีปฏิทิน) ดังนั้น การที่มีหน่วยภาษีเดียวกันมีโอกาสเสียภาษีเพิ่มขึ้น<span id="more-322"></span> ดังตัวอย่าง</p>
<p><span style="color: #000000;"> สามี (แยกยื่น)      ภรรยา (แยกยื่น)          ยื่นรวม</span></p>
<p>รายได้(เงินเดือน)ต่อปี            500,000                 500,000            1,000,000</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff8000;">หัก</span></span><span style="color: #ff8000;"> </span>ค่าใช้จ่าย (เงินเดือน)          60,000                   60,000                60,000</p>
<p>ค่าลดหย่อนส่วนตัว            <span style="text-decoration: underline;">30,000</span> <span style="text-decoration: underline;">30,000</span> <span style="text-decoration: underline;">60,000</span></p>
<p>เงินได้สุทธิ                          410,000                 410,000               880,000</p>
<p>เมื่อมีการจดทะเบียนสมรสเต็มปีภาษีแล้วนั้น <strong><span style="color: #ff8000;">กรณีที่สามีภรรยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้(เงินเดือน)</span></strong>จะสามารถเลือกได้ว่าจะนำเงินได้ของภรรยามารวมกับสามีหรือไม่ก็ได้จากตัวอย่างพบว่า <span style="text-decoration: underline;">หากต่างฝ่ายต่างมีรายได้ที่เป็นเงินเดือน (ตาม ม.</span><span style="text-decoration: underline;">40(1)) สามีภรรยาแยกยื่นจะได้ประโยชน์ทางภาษีมากกว่า</span>โดยถือเป็นการกระจายฐานเงินได้และเพิ่มค่าใช้จ่ายได้<br />
ตัวอย่างที่สอง</p>
<p><span style="color: #ff8000;">สามี (แยกยื่น)     ภรรยา (แยกยื่น)           ยื่นรวม</span></p>
<p>รายได้(เงินเดือน)ต่อปี          500,000             500,000                  1,000,000</p>
<p>รายได้จากเงินปันผลหุ้น         -                       100,000                    100,000</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff8000;">หัก</span></span><span style="color: #ff8000;"> </span>ค่าใช้จ่าย (เงินเดือน)        60,000               60,000                      60,000</p>
<p>ค่าลดหย่อนส่วนตัว          <span style="text-decoration: underline;">30,000 </span> <span style="text-decoration: underline;">30,000</span> <span style="text-decoration: underline;">60,000</span></p>
<p>เงินได้สุทธิ                        510,000              410,000                     980,000</p>
<p><span style="color: #000000;"> <strong>กรณีที่ภรรยามีเงินได้ประเภทอื่นๆ ที่มิใช่เงินเดือน</strong> </span>จะต้องนำมารวมเป็นเงินได้ของสามี ดังนั้น ในกรณีนี้ สามีจะมีเงินได้จากภรรยาอีก 100,000 บาท (เงินปันผลจากหุ้น) สามีภรรยาแยกยื่นก็ยังได้ประโยชน์จากการกระจายฐานเงินได้อยู่ ดังนั้น หากสามีภรรยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้หลักเป็นเงินเดือน <span style="text-decoration: underline;">การแยกยื่นภาษีจะได้รับประโยชน์ทางภาษีมากกว่า</span></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>กรณีที่ภรรยามีเงินได้อื่นๆ ที่มิใช่เงินเดือน</strong></span><span style="color: #ff8000;"> </span><span style="text-decoration: underline;">แยกยื่นไม่ได้</span> เนื่องจากจะต้องนำเงินได้(ของภรรยา)มายื่นในนามของสามี ค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนของภรรยาสามารถยกมาให้สามีใช้ได้</p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>กรณีที่ภรรยาไม่มีเงินได้</strong></span><span style="color: #ff8000;"> </span><span style="text-decoration: underline;">การยื่นรวมรายได้จะได้ประโยชน์ทางภาษีมากกว่า</span> เนื่องจากสามีจะใช้สิทธิค่าลดหย่อนของภรรยาได้ จำนวน 30,000 บาท</p>
<p>จะเห็นได้ว่า ประเด็นเรื่องการแยกยื่นแบบ หรือ ยื่นรวม จะมีผลทำให้เงินได้สุทธิที่นำไปคำนวณภาษีลดลงได้ ดังนั้น ปัจจัยที่ควรคำนึงถึงเมื่อวางแผนภาษี นอกเหนือจากประเภทเงินได้, ค่าใช้จ่ายของแต่ละประเภทเงินได้, ค่าลดหย่อนคู่สมรส จะมีผลต่อการคำนวณเงินได้สุทธิแล้ว สถานภาพความเป็นสามีภรรยา จึงเป็นประเด็นสำคัญในการวางแผนภาษีได้เช่นกัน</p>
<p><strong>ข้อมูลจาก</strong> : K-Weplan.com</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a0%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประเด็นการลดหย่อนภาษี</title>
		<link>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5/</link>
		<comments>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Oct 2011 09:09:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา]]></category>
		<category><![CDATA[ซื้อประกันชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ลดหย่อนภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ประเด็นการลดหย่อนภาษี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://helpe-insurance.com/?p=319</guid>
		<description><![CDATA[ลดหย่อนภาษี หรือ รายจ่ายทางภาษีที่กรมสรรพากรให้สิทธิในการนำไปลดหย่อนเงินได้ คือ สิทธิที่กฎหมายตามประมวลรัษฎากรได้กำหนดให้มีสถานภาพ หรือ มีการจ่ายเงินเพื่อลงทุนหรือเพื่อวัตถุประสงค์ใด สามารถนำตัวเลขที่กฎหมายกำหนด หรือ จำนวนเงินที่จ่ายไป มาหักลดหย่อนเงินได้ ส่งผลให้เรามีเงินได้สุทธิที่ใช้คำนวณภาษีลดลง หากจะแบ่งประเภทของการลดหย่อนภาษี จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ค่าลดหย่อนที่ไม่เป็นตัวเงิน คือ ค่าลดหย่อนที่กฎหมายกำหนดจากสถานภาพที่ผู้มีเงินได้มี หรือ ได้ช่วยเหลือดูแลบุคคลอื่นๆ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว, ค่าลดหย่อนจากคู่สมรส (กรณีจดทะเบียนสมรส), ค่าลดหย่อนบุตร, ค่าเลี้ยงดูบุพการี, ค่าเลี้ยงดูบุคคลทุพพลภาพ เป็นต้น ค่าลดหย่อนที่เป็นตัวเงิน คือ ค่าลดหย่อนที่กฎหมายกำหนดจากการลงทุนหรือได้จ่ายเงินได้ไปเพื่อวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลต้องการส่งเสริม เช่น ค่าลดหย่อนจากเงินค่าซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund : LTF), ค่าซื้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF), เบี้ยประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ตามเงื่อนไขที่กำหนด, เบี้ยประกันแบบบำนาญ, ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจากหนี้เพื่อซื้อบ้าน เป็นต้น สำหรับประเด็นการลดหย่อนภาษีที่สำคัญนั้น จะเน้นในส่วนของค่าลดหย่อนที่ไม่เป็นตัวเงิน เนื่องจากกฎหมายได้กำหนดเงื่อนไขของค่าลดหย่อนไว้ชัดเจน ดังนั้นเพื่อให้ผู้มีเงินได้สามารถใช้ประโยชน์จากค่าลดหย่อนที่ไม่เป็นตัวเงิน (ค่าลดหย่อนที่กฎหมายกำหนดจากสถานภาพของผู้มีเงินได้ เช่น ค่าลดหย่อนเลี้ยงดูบุพการี, ค่าลดหย่อนบุตร, ค่าลดหย่อนคู่สมรส หรือ ค่าลดหย่อนเลี้ยงดูคนพิการหรือทุพพลภาพ) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องมีการวางแผนหรือเตรียมตัวเพื่อให้เข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด ข้อมูลจาก : K-Weplan.com]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #000000;">ลดหย่อนภาษี</span> </strong>หรือ รายจ่ายทางภาษีที่กรมสรรพากรให้สิทธิในการนำไปลดหย่อนเงินได้ คือ สิทธิที่กฎหมายตามประมวลรัษฎากรได้กำหนดให้มีสถานภาพ หรือ มีการจ่ายเงินเพื่อลงทุนหรือเพื่อวัตถุประสงค์ใด สามารถนำตัวเลขที่กฎหมายกำหนด หรือ จำนวนเงินที่จ่ายไป มาหักลดหย่อนเงินได้ ส่งผลให้เรามีเงินได้สุทธิที่ใช้คำนวณภาษีลดลง หากจะแบ่งประเภทของการลดหย่อนภาษี จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ</p>
<ol>
<li><span style="color: #000000;"><strong>ค่าลดหย่อนที่ไม่เป็นตัวเงิน</strong></span> คือ ค่าลดหย่อนที่กฎหมายกำหนดจากสถานภาพที่ผู้มีเงินได้มี หรือ ได้ช่วยเหลือดูแลบุคคลอื่นๆ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว, ค่าลดหย่อนจากคู่สมรส (กรณีจดทะเบียนสมรส), ค่าลดหย่อนบุตร, ค่าเลี้ยงดูบุพการี, ค่าเลี้ยงดูบุคคลทุพพลภาพ เป็นต้น</li>
<li><span style="color: #000000;"> <strong>ค่าลดหย่อนที่เป็นตัวเงิน</strong></span><span style="color: #ff8000;"> </span>คือ ค่าลดหย่อนที่กฎหมายกำหนดจากการลงทุนหรือได้จ่ายเงินได้ไปเพื่อวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลต้องการส่งเสริม เช่น ค่าลดหย่อนจากเงินค่าซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว<span id="more-319"></span> (Long Term Equity Fund : LTF), ค่าซื้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF), เบี้ยประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ตามเงื่อนไขที่กำหนด, เบี้ยประกันแบบบำนาญ, ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจากหนี้เพื่อซื้อบ้าน เป็นต้น</li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #000000;">สำหรับประเด็นการลดหย่อนภาษีที่สำคัญนั้น </span></strong>จะเน้นในส่วนของค่าลดหย่อนที่ไม่เป็นตัวเงิน เนื่องจากกฎหมายได้กำหนดเงื่อนไขของค่าลดหย่อนไว้ชัดเจน ดังนั้นเพื่อให้ผู้มีเงินได้สามารถใช้ประโยชน์จากค่าลดหย่อนที่ไม่เป็นตัวเงิน (ค่าลดหย่อนที่กฎหมายกำหนดจากสถานภาพของผู้มีเงินได้ เช่น ค่าลดหย่อนเลี้ยงดูบุพการี, ค่าลดหย่อนบุตร, ค่าลดหย่อนคู่สมรส หรือ ค่าลดหย่อนเลี้ยงดูคนพิการหรือทุพพลภาพ) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องมีการวางแผนหรือเตรียมตัวเพื่อให้เข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด</p>
<p><strong>ข้อมูลจาก</strong> : K-Weplan.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา</title>
		<link>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Oct 2011 09:07:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา]]></category>
		<category><![CDATA[ซื้อประกันชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ลดหย่อนภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://helpe-insurance.com/?p=317</guid>
		<description><![CDATA[วิธีการคำนวณภาษี โดยปกติแล้วมักจะใช้ วิธีเงินได้สุทธิ กล่าวคือ เงินได้ทางภาษี หักค่าใช้จ่าย หัก ค่าลดหย่อน เงินได้ที่เหลือ จะเรียกว่า “วิธีเงินได้สุทธิ” โดยตารางอัตราภาษี มีดังนี้ เงินได้สุทธิ(บาท) จำนวนเงินได้(บาท)  อัตราภาษี (%) ภาษีที่เสีย (บาท) ภาษีสะสม (บาท) 150,001                       0-150,000            ได้รับยกเว้น 150,001-500,000             350,000                 10                  35,000                35,000 500,001-1,000,000          500,000                  20                100,000                135,000 1,000,001-4,000,000     3,000,000                  30               900,000              1,035,000 ตั้งแต่ 4,000,001 ขึ้นไป                                   37 นอกจาก วิธีเงินได้สุทธิแล้ว ยังมีอีกวิธีในการคำนวณภาษี คือ วิธีเหมาจ่าย ใช้เงินได้ทั้งหมดมาเสียภาษีในเกณฑ์ 0.5% (เหมาจ่าย) ซึ่งผู้มีเงินได้ที่จะใช้วิธีนี้ คือ มีเงินได้หลากหลายประเภท และ ไม่ใช่ประเภทเงินเดือน กล่าวคือ มีรายได้ทีเข้าข่ายตาม ม.40(2) – (8) (รายได้จากการรับจ้างทำของ, รายได้จากลิขสิทธิ์, รายได้จากดอกเบี้ย/เงินปันผล, รายได้จากค่าเช่า, รายได้จากผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ, รายได้จากการรับเหมาก่อสร้างโดยมีสัมภาระเอง และ รายได้อื่นๆที่มิเข้าข่ายตาม ม.40(1)-(7))ก็จะใช้วิธีดังกล่าวในการคำนวณเงินได้อีกวิธี อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้มีเงินได้หลากหลายประเภท จะต้องคำนวณทั้ง 2 วิธี โดยยื่นในแบบ ภงด. 90แล้วนำภาษีที่คำนวณได้ (ทั้ง 2 วิธี) มาเปรียบเทียบกัน วิธีใดคำนวณภาษีที่เสียได้มากกว่าก็ให้ใช้ตัวเลขภาษีที่คำนวณได้นั้นในการชำระภาษี ปกติแล้ว “วิธีเงินได้สุทธิ” จะคำนวณภาษีได้สูงกว่าเสมอ เนื่องจากผู้มีเงินได้ส่วนใหญ่จะมีเงินได้ในรูปของเงินเดือนจะหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่าย และ มีสิทธิหักค่าลดหย่อนได้น้อย หากมีเงินได้ประเภทอื่นๆ(ใช้วิธีเหมาจ่าย)จะต้องมีเงินได้อย่างน้อย1,000,000 บาท จึงจะเริ่มเสียภาษี หากมีเงินได้ (ม.40(2)-(8)) น้อยกว่า 1,000,000 บาท จะได้รับยกเว้นภาษี ผู้มีเงินได้จึงมักคุ้นเคยกับ “วิธีเงินได้สุทธิ” มากที่สุด สำหรับวิธีการคำนวณภาษีที่จะใช้วางแผนภาษี การวางแผนภาษีส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นกับการเลือกวิธีคำนวณเพียงปัจจัยเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับแนวทางตามที่กฎหมายเปิดช่อง และเลือกคำนวณว่าแนวทางใดจะเสียภาษีน้อยกว่า เช่น สามีภรรยา ถือเป็นหน่วยภาษีเดียวกัน กฎหมายได้เปิดช่องไว้ว่า หากภรรยามีเงินได้ในรูปของเงินเดือน สามารถแยกยื่นในนามของภรรยาเองได้ หรือ การเครดิตภาษีเงินปันผล ก็เป็นอีกวิธีที่เปิดทางให้เลือกได้ว่าวิธีการคำนวณแบบใดเสียภาษีน้อยกว่ากัน เป็นต้น ข้อมูลจาก : K-Weplan.com &#160;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วิธีการคำนวณภาษี โดยปกติแล้วมักจะใช้ วิธีเงินได้สุทธิ กล่าวคือ เงินได้ทางภาษี <span style="text-decoration: underline;">หัก</span>ค่าใช้จ่าย <span style="text-decoration: underline;">หัก</span> ค่าลดหย่อน เงินได้ที่เหลือ จะเรียกว่า<span style="color: #000000;"> <strong>“วิธีเงินได้สุทธิ”</strong> </span>โดยตารางอัตราภาษี มีดังนี้</p>
<p><span style="color: #ff8000;"><span style="text-decoration: underline;">เงินได้สุทธิ(บาท)</span> <span style="text-decoration: underline;">จำนวนเงินได้(บาท</span>)  <span style="text-decoration: underline;">อัตราภาษี (</span><span style="text-decoration: underline;">%)</span> <span style="text-decoration: underline;">ภาษีที่เสีย (บาท)</span> <span style="text-decoration: underline;">ภาษีสะสม (บาท)</span></span></p>
<p>150,001                       0-150,000            ได้รับยกเว้น</p>
<p>150,001-500,000             350,000                 10                  35,000                35,000</p>
<p>500,001-1,000,000          500,000                  20                100,000                135,000</p>
<p>1,000,001-4,000,000     3,000,000                  30               900,000              1,035,000</p>
<p>ตั้งแต่ 4,000,001 ขึ้นไป                                   37</p>
<p>นอกจาก วิธีเงินได้สุทธิแล้ว ยังมีอีกวิธีในการคำนวณภาษี คือ <strong>วิธีเหมาจ่าย</strong> ใช้เงินได้ทั้งหมดมาเสียภาษีในเกณฑ์ 0.5% (เหมาจ่าย) ซึ่งผู้มีเงินได้ที่จะใช้วิธีนี้ คือ มีเงินได้หลากหลายประเภท และ ไม่ใช่ประเภทเงินเดือน กล่าวคือ มีรายได้ทีเข้าข่ายตาม ม.40(2) – (8) (รายได้จากการรับจ้างทำของ, รายได้จากลิขสิทธิ์, รายได้จากดอกเบี้ย/เงินปันผล, รายได้จากค่าเช่า, รายได้จากผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ, รายได้จากการรับเหมาก่อสร้างโดยมีสัมภาระเอง และ รายได้อื่นๆที่มิเข้าข่ายตาม ม.40(1)-(7))ก็จะใช้วิธีดังกล่าวในการคำนวณเงินได้อีกวิธี</p>
<p>อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้มีเงินได้หลากหลายประเภท จะต้องคำนวณทั้ง 2 วิธี โดยยื่นในแบบ ภงด. 90แล้วนำภาษีที่คำนวณได้ (ทั้ง 2 วิธี) มาเปรียบเทียบกัน วิธีใดคำนวณภาษีที่เสียได้มากกว่าก็ให้ใช้ตัวเลขภาษีที่คำนวณได้นั้นในการชำระภาษี ปกติแล้ว <strong>“วิธีเงินได้สุทธิ”</strong> จะคำนวณภาษีได้สูงกว่าเสมอ เนื่องจากผู้มีเงินได้ส่วนใหญ่จะมีเงินได้ในรูปของเงินเดือนจะหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่าย และ มีสิทธิหักค่าลดหย่อนได้น้อย หากมีเงินได้ประเภทอื่นๆ(ใช้วิธีเหมาจ่าย)จะต้องมีเงินได้อย่างน้อย1,000,000 บาท จึงจะเริ่มเสียภาษี หากมีเงินได้ (ม.40(2)-(8)) น้อยกว่า 1,000,000 บาท จะได้รับยกเว้นภาษี ผู้มีเงินได้จึงมักคุ้นเคยกับ<span style="color: #000000;"><strong> “วิธีเงินได้สุทธิ” </strong></span>มากที่สุด</p>
<p>สำหรับวิธีการคำนวณภาษีที่จะใช้วางแผนภาษี การวางแผนภาษีส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นกับการเลือกวิธีคำนวณเพียงปัจจัยเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับแนวทางตามที่กฎหมายเปิดช่อง และเลือกคำนวณว่าแนวทางใดจะเสียภาษีน้อยกว่า เช่น สามีภรรยา ถือเป็นหน่วยภาษีเดียวกัน กฎหมายได้เปิดช่องไว้ว่า หากภรรยามีเงินได้ในรูปของเงินเดือน สามารถแยกยื่นในนามของภรรยาเองได้ หรือ การเครดิตภาษีเงินปันผล ก็เป็นอีกวิธีที่เปิดทางให้เลือกได้ว่าวิธีการคำนวณแบบใดเสียภาษีน้อยกว่ากัน เป็นต้น</p>
<p><strong>ข้อมูลจาก</strong> : K-Weplan.com</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แบบแสดงรายได้</title>
		<link>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89/</link>
		<comments>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Oct 2011 09:03:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ลดหย่อนภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[แบบแสดงรายได้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://helpe-insurance.com/?p=315</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงเดือนมกราคม ถึง มีนาคมของทุกปี จะเป็นช่วงยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (แบบ ภงด.)ประจำปี ผู้มีเงินได้บางท่านอาจจะสับสนกับแบบ ภงด. ว่าจะใช้แบบ ภงด. ใดในการยื่นแบบฯ  ปกติแล้วแบบ ภงด. สำหรับบุคคลธรรมดา จะมีอยู่ 4 แบบ คือ แบบ ภงด. 90, แบบ ภงด. 91, แบบ ภงด. 93 และ แบบ ภงด. 94  ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ ประเภทแบบ ใช้ยื่นในกรณี กำหนดเวลายื่นแบบฯ แบบ ภงด. 90 เงินได้พีงประเมินทุกประเภท มกราคม – มีนาคม ของปีภาษีถัดไป แบบ ภงด. 91 เฉพาะเงินได้ประเภทที่ 1 (เงินเดือน) มกราคม – มีนาคม ของปีภาษีถัดไป แบบ ภงด. 93 มีภาษีต้องชำระล่วงหน้า ก่อนถึงกำหนดเวลาปกติในการยื่นแบบฯ แบบ ภงด. 94 ยื่นครึ่งปี สำหรับผู้มีเงินได้ประเภท 5-8 กรกฎาคม – กันยายน ของปีภาษีนั้น จากตารางดังกล่าว พบว่า บุคคลธรรมดาคุ้นเคยเฉพาะ แบบ ภงด. 91 ซึ่งเป็นแบบ ภงด. ที่ใช้เฉพาะผู้มีเงินได้ประเภทเงินเดือน (ม.40(1)) เพียงอย่างเดียว สำหรับ แบบ ภงด. 90 เป็นแบบ ภงด. รองรับทุกประเภทเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดาที่ใช้ยื่นภาษี กล่าวคือ มีรายละเอียดของเงินได้ทั้ง 8ประเภท ดังนั้น ในฤดูกาลยื่นภาษีปลายปี (ทุกเดือน มกราคม – มีนาคม ของปีภาษีถัดไป) ก็ต้องเลือกว่า จะยื่น ภงด. 90 หรือ ภงด.91 สำหรับ แบบ ภงด. 93 และ 94 จะเหมาะใช้ยื่นเงินได้ในกรณีใด สำหรับ แบบ ภงด. 94 จะใช้สำหรับเงินได้ประเภทที่ 5 – 8 (รายได้จากค่าเช่า, รายได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ, รายได้จากการรับเหมาก่อสร้าง โดยจัดหาสัมภาระเอง และ รายได้อื่นๆที่มิเข้า ม.40(1)-(7)) เป็นการยื่นแบบกลางปีภาษี กล่าวคือ เป็นการยื่นภาษีเงินได้ที่เกิดขึ้นระหว่างเดือน มกราคม – มิถุนายน ของปีภาษีนั้น โดยกำหนดเวลายื่นแบบฯ ในช่วงเดือน กรกฎาคม – กันยายน ของปีภาษี เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีในช่วงปลายปี หรือ เป็นการประเมินรายได้และคำนวณเพื่อเสียภาษีครึ่งปีก่อน เมื่อถึงฤดูกาลยื่นภาษี (เดือน มกราคม-มีนาคม ของปีภาษีถัดไป) สามารถนำภาษีที่ได้เสียตาม แบบ ภงด. 94 มาเครดิตคืนได้ ยกตัวอย่างเช่น ปีภาษี 2554 คาดว่าจะมีรายได้ค่าเช่าทั้งปี1,200,000 บาท ดังนั้น ช่วงเดือน กรกฎาคม – กันยายน 54 สามารถยื่นแบบ ภงด. 94 เพื่อนำเงินได้จากค่าเช่าครึ่งปีแรก จำนวน 600,000 บาท หัก ค่าใช้จ่ายได้ครึ่งหนึ่ง 15% เท่ากับ 90,000 บาท (ปกติหักค่าใช้จ่าย 30%) ค่าลดหย่อนส่วนตัว จำนวน 15,000 บาท ในกรณีนี้ สมมติว่าเป็นคนโสด ก็จะมีเงินได้สุทธิ (ครึ่งปีแรก) เท่ากับ 495,000 บาท จะต้องเสียภาษีเท่ากับ 34,500 บาท ต่อมาช่วงเดือน มกราคม-มีนาคม 2555 ผู้มีเงินได้มีหน้าที่ยื่นภาษีทั้งปีภาษี 2554 เท่ากับ มีเงินได้ทั้งปี 1,200,000บาท หักค่าใช้จ่าย 30% เท่ากับ 360,000 บาท และ ค่าลดหย่อนส่วนตัว 30,000 บาท ดังนั้นจะมีเงินได้สุทธิ 810,000 บาท คำนวณต้องเสียภาษีทั้งปี เท่ากับ 97,000 บาท ผู้มีเงินได้สามารถนำภาษีที่ได้ยื่นแบบ ภงด. 94 (ครึ่งปีแรก) จำนวน 34,500 บาท มาขอเครดิตภาษีคืนได้ สรุป กรณีนี้ จะเสียภาษีกลางปี จำนวน 34,500 บาท และ ปลายปีจะเสียภาษีเพิ่มอีก 62,500 บาท รวมเป็น 97,000 บาท ดังนั้น แบบ ภงด. 94 จึงเป็นตัวช่วยแบ่งเบาภาระภาษี ไม่ให้ต้องจ่ายครั้งเดียวในจำนวนมากๆ สำหรับ แบบ ภงด. 93 เป็นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (แบบ ภงด.) ที่ต้องการชำระภาษีล่วงหน้า จะมีความยืดหยุ่นมากกว่า แบบ ภงด. 94 เนื่องจากสามารถใช้ได้ทุกประเภทเงินได้ และ สามารถยื่นได้ทุกช่วงเวลา (ก่อนช่วงเวลาการยื่นแบบฯ ปกติ) เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี เช่นเดียวกับ แบบ ภงด. 94 ข้อมูลจาก : K-Weplan.com &#160;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #ff8000;">ช่วงเดือนมกราคม ถึง มีนาคมของทุกปี</span> จะเป็นช่วงยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (แบบ ภงด.)ประจำปี ผู้มีเงินได้บางท่านอาจจะสับสนกับแบบ ภงด. ว่าจะใช้แบบ ภงด. ใดในการยื่นแบบฯ  ปกติแล้วแบบ ภงด. สำหรับบุคคลธรรมดา จะมีอยู่ 4 แบบ คือ แบบ ภงด. 90, แบบ ภงด. 91, แบบ ภงด. 93 และ แบบ ภงด. 94  ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้</p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="497">
<tbody>
<tr>
<td width="151" valign="top"><span style="color: #ff8000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">ประเภทแบบ</span></strong><strong> </strong></span></td>
<td width="216" valign="top"><span style="color: #ff8000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">ใช้ยื่นในกรณี</span></strong><strong> </strong></span></td>
<td width="216" valign="top"><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff8000;">กำหนดเวลายื่นแบบฯ</span></span></strong></td>
</tr>
<tr>
<td width="151" valign="top">แบบ ภงด. 90</td>
<td width="216" valign="top">เงินได้พีงประเมินทุกประเภท</td>
<td width="216" valign="top">มกราคม – มีนาคม ของปีภาษีถัดไป</td>
</tr>
<tr>
<td width="151" valign="top">แบบ ภงด. 91</td>
<td width="216" valign="top">เฉพาะเงินได้ประเภทที่ 1 (เงินเดือน)</td>
<td width="216" valign="top">มกราคม – มีนาคม ของปีภาษีถัดไป</td>
</tr>
<tr>
<td width="151" valign="top">แบบ ภงด. 93</td>
<td width="216" valign="top">มีภาษีต้องชำระล่วงหน้า</td>
<td width="216" valign="top">ก่อนถึงกำหนดเวลาปกติในการยื่นแบบฯ</td>
</tr>
<tr>
<td width="151" valign="top">แบบ ภงด. 94</td>
<td width="216" valign="top">ยื่นครึ่งปี สำหรับผู้มีเงินได้ประเภท 5-8</td>
<td width="216" valign="top">กรกฎาคม – กันยายน ของปีภาษีนั้น</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="color: #ff8000;">จากตารางดังกล่าว </span>พบว่า บุคคลธรรมดาคุ้นเคยเฉพาะ <span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff8000;">แบบ ภงด. </span></span><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff8000;">91</span></span><span style="color: #ff8000;"> </span>ซึ่งเป็นแบบ ภงด. ที่ใช้เฉพาะผู้มีเงินได้ประเภทเงินเดือน (ม.40(1)) เพียงอย่างเดียว สำหรับ <span style="text-decoration: underline;">แบบ ภงด.</span><span style="text-decoration: underline;"> 90</span> เป็นแบบ ภงด. รองรับทุกประเภทเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดาที่ใช้ยื่นภาษี กล่าวคือ มีรายละเอียดของเงินได้ทั้ง 8ประเภท ดังนั้น ในฤดูกาลยื่นภาษีปลายปี (ทุกเดือน มกราคม – มีนาคม ของปีภาษีถัดไป) ก็ต้องเลือกว่า จะยื่น ภงด. 90 หรือ ภงด.91</p>
<p><span style="color: #ff8000;">สำหรับ แบบ ภงด. </span><span style="color: #ff8000;">93 และ 94 </span>จะเหมาะใช้ยื่นเงินได้ในกรณีใด สำหรับ <span style="text-decoration: underline;">แบบ ภงด. </span><span style="text-decoration: underline;">94</span> จะใช้สำหรับเงินได้ประเภทที่ 5 – 8 (รายได้จากค่าเช่า, รายได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ, รายได้จากการรับเหมาก่อสร้าง โดยจัดหาสัมภาระเอง และ รายได้อื่นๆที่มิเข้า ม.40(1)-(7)) เป็นการยื่นแบบกลางปีภาษี กล่าวคือ เป็นการยื่นภาษีเงินได้ที่เกิดขึ้นระหว่างเดือน มกราคม – มิถุนายน ของปีภาษีนั้น โดยกำหนดเวลายื่นแบบฯ ในช่วงเดือน กรกฎาคม – กันยายน ของปีภาษี เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีในช่วงปลายปี หรือ เป็นการประเมินรายได้และคำนวณเพื่อเสียภาษีครึ่งปีก่อน</p>
<p><span style="color: #ff8000;">เมื่อถึงฤดูกาลยื่นภาษี (เดือน มกราคม-มีนาคม ของปีภาษีถัดไป)</span> สามารถนำภาษีที่ได้เสียตาม แบบ ภงด. 94 มาเครดิตคืนได้ <span style="text-decoration: underline;">ยกตัวอย่างเช่น<strong> </strong></span>ปีภาษี 2554 คาดว่าจะมีรายได้ค่าเช่าทั้งปี1,200,000 บาท ดังนั้น ช่วงเดือน กรกฎาคม – กันยายน 54 สามารถยื่นแบบ ภงด. 94 เพื่อนำเงินได้จากค่าเช่าครึ่งปีแรก จำนวน 600,000 บาท หัก ค่าใช้จ่ายได้ครึ่งหนึ่ง 15% เท่ากับ 90,000 บาท (ปกติหักค่าใช้จ่าย 30%) ค่าลดหย่อนส่วนตัว จำนวน 15,000 บาท ในกรณีนี้ สมมติว่าเป็นคนโสด ก็จะมีเงินได้สุทธิ (ครึ่งปีแรก) เท่ากับ 495,000 บาท จะต้องเสียภาษีเท่ากับ 34,500 บาท ต่อมาช่วงเดือน มกราคม-มีนาคม 2555 ผู้มีเงินได้มีหน้าที่ยื่นภาษีทั้งปีภาษี 2554 เท่ากับ มีเงินได้ทั้งปี 1,200,000บาท หักค่าใช้จ่าย 30% เท่ากับ 360,000 บาท และ ค่าลดหย่อนส่วนตัว 30,000 บาท ดังนั้นจะมีเงินได้สุทธิ 810,000 บาท คำนวณต้องเสียภาษีทั้งปี เท่ากับ 97,000 บาท ผู้มีเงินได้สามารถนำภาษีที่ได้ยื่นแบบ ภงด. 94 (ครึ่งปีแรก) จำนวน 34,500 บาท มาขอเครดิตภาษีคืนได้ <strong>สรุป</strong> กรณีนี้ จะเสียภาษีกลางปี จำนวน 34,500 บาท และ ปลายปีจะเสียภาษีเพิ่มอีก 62,500 บาท รวมเป็น 97,000 บาท ดังนั้น แบบ ภงด. 94 จึงเป็นตัวช่วยแบ่งเบาภาระภาษี ไม่ให้ต้องจ่ายครั้งเดียวในจำนวนมากๆ</p>
<p><span style="color: #ff8000;"><span style="text-decoration: underline;">สำหรับ แบบ ภงด.</span><span style="text-decoration: underline;"> 9</span></span><span style="color: #ff8000;">3 </span>เป็นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (แบบ ภงด.) ที่ต้องการชำระภาษีล่วงหน้า จะมีความยืดหยุ่นมากกว่า แบบ ภงด. 94 เนื่องจากสามารถใช้ได้ทุกประเภทเงินได้ และ สามารถยื่นได้ทุกช่วงเวลา (ก่อนช่วงเวลาการยื่นแบบฯ ปกติ) เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี เช่นเดียวกับ แบบ ภงด. 94</p>
<p><strong>ข้อมูลจาก</strong> : K-Weplan.com</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เงินได้ที่ต้องเสียภาษี</title>
		<link>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5-2/</link>
		<comments>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5-2/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Oct 2011 08:59:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา]]></category>
		<category><![CDATA[ซื้อประกันชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ลดหย่อนภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[เงินได้ที่ต้องเสียภาษี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://helpe-insurance.com/?p=310</guid>
		<description><![CDATA[คุณเป็นคนหนึ่งที่โชคดีได้รับรางวัลใหญ่ๆ บ้างหรือไม่ คนอื่นอาจมองว่าเป็นโชคดีของผู้ที่ได้รับรางวัล แต่สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัลแล้ว จะรู้สึกโชคร้ายเมื่อเห็นภาระภาษีเกิดขึ้นจนอาจจะไม่อยากได้รางวัลนั้นเสียแล้ว ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น สิ่งสำคัญโดยเฉพาะผู้ที่ได้รับรางวัลควรทราบ คือ เงินได้ในทางภาษี หมายความรวมถึงสิ่งใดบ้าง ตามทฤษฎีแล้ว เงินได้พึงประเมิน หรือ เงินได้ในทางภาษี จะหมายถึง (1) เงินสด (2) ทรัพย์สินที่ได้รับซึ่งคิดคำนวณเป็นเงินได้ (3) ประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งคิดคำนวณเป็นเงินได้ (4) เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้ (5) เครดิตภาษีเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งกำไรที่ได้รับ สำหรับประเด็นมักเข้าใจผิดกันมาก คือ ทรัพย์สินที่ได้รับและประโยชน์ที่ได้รับมาซึ่งคิดเป็นเงินได้ กล่าวคือ เป็นสิ่งของ หรือ ประโยชน์ที่ได้รับ ก็จะต้องถือเป็นเงินได้ทางภาษีด้วยเช่นกัน ดังนั้น กรณีที่ได้รับรางวัล ถึงแม้จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว ผู้ที่ได้รางวัลยังมีหน้าที่ต้องนำมูลค่ารางวัลที่ได้รับมารวมเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีด้วย ยกตัวอย่าง นาย TGT โชคดีจากการส่งคูปองชิงโชค ได้รับรถยนต์ มูลค่า 500,000 บาท เนื่องจากอยากได้เงินสดมากกว่า จึงขายรถยนต์ให้กับผู้อื่นในราคา 400,000 บาทเพื่อนำมาเลี้ยงเพื่อนๆ จนเหลือเงินจำนวนหนึ่งไว้ใช้เอง ต่อมา กรมสรรพากรแจ้งต่อนาย TGT ว่าไม่ได้แจ้งรายได้จากการได้รับรางวัลเป็นเงินได้ สุดท้าย นาย TGT มีเงินสดไม่เพียงพอเพื่อเสียภาษี จึงต้องมาเรี่ยไรเงินจากเพื่อนๆ ที่เคยเลี้ยง เพื่อมาเสียภาษี ดังนั้น เงินได้พึงประเมินตาม (2) และ (3) ถึงแม้จะไม่ได้รับเป็นตัวเงิน ก็ถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมิน โดยตีราคาทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่ได้รับตามมูลค่า ณ วันที่ได้รับมา จากตัวอย่าง นาย TGT จะมีเงินได้พึงประเมินเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 500,000 บาท จากมูลค่ารถยนต์ ณ วันที่ได้รับรางวัล หลังจากทราบความหมายของเงินได้พึงประเมินแล้ว ในทางภาษีนั้น เงินได้จะแบ่งออกเป็น 8ประเภท ตามต้นทุนของแรงในการทำงาน กล่าวคือ เงินได้ประเภทใดต้องมีต้นทุนสูง จะหักค่าใช้จ่ายได้มาก ส่วนเงินได้ประเภทที่มีต้นทุนน้อย ก็จะหักค่าใช้จ่ายได้น้อย  มีรายละเอียดดังนี้ เงินได้ประเภทที่ 1 : เงินได้จากการจ้างงาน เช่น เงินเดือน, ค่าล่วงเวลา, ค่าเบี้ยเลี้ยง, โบนัส เป็นต้น สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้หักได้เป็นลักษณะเหมาจ่าย เงินได้ประเภทที่ 2 : เงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ เช่น ค่าธรรมเนียม, ค่านายหน้า, เบี้ยประชุม เป็นต้น (แตกต่างจากประเภทที่ 1 คือ ประเภทที่ 2 เน้นความสำเร็จของงาน กล่าวคือ งานที่ตกลงทำต้องทำเสร็จจึงจะได้รับเงินได้ เป็นต้น) สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้หักได้เป็นลักษณะเหมาจ่าย เงินได้ประเภทที่ 3 : เงินได้จากค่าลิขสิทธิ์, ค่ากู๊ดวิลล์ สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้หักได้เป็นลักษณะเหมาจ่าย เงินได้ประเภทที่ 4 : เงินได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก, เงินปันผล สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้หักได้เป็นลักษณะเหมาจ่าย เงินได้ประเภทที่ 5 : เงินได้จากค่าเช่าทรัพย์สิน, ผิดสัญญาเช่า สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้หักได้ จะมีทั้งลักษณะเหมาจ่าย และ ลักษณะตามที่จ่ายจริง เงินได้ประเภทที่ 6 : เงินได้จากวิชาชีพอิสระ เช่น หมอ, นักบัญชี, นักกฎหมาย,สถาปนิก,วิศวกร เป็นต้น สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้หักได้ จะมีทั้งลักษณะเหมาจ่าย และ ลักษณะตามที่จ่ายจริง เงินได้ประเภทที่ 7 : เงินได้จากการรับเหมา (มีการเตรียมจัดหาสัมภาระในการก่อสร้างเอง) สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้หักได้ จะมีทั้งลักษณะเหมาจ่าย และ ลักษณะตามที่จ่ายจริง เงินได้ประเภทที่ 8 : เงินได้จากการธุรกิจ, การพาณิชย์, เกษตรกรรม หรือ อื่นๆ ที่ไม่เข้าเกณฑ์เงินได้ประเภทที่ 1-7 สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้หักได้ จะมีทั้งลักษณะเหมาจ่าย และ ลักษณะตามที่จ่ายจริง โดยการวางแผนภาษีที่เกี่ยวกับประเภทเงินได้ หากประเภทของเงินได้มีลักษณะใกล้เคียงกัน จะเลือกประเภทเงินได้ที่สามารถหักค่าใช้จ่ายสูง เพื่อลดภาระภาษี ข้อมูลจาก : K-WePlan.com]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span><span style="line-height: normal;"><span style="color: #000000;"><strong>คุณเป็นคนหนึ่งที่โชคดีได้รับรางวัลใหญ่ๆ บ้างหรือไม่ </strong></span>คนอื่นอาจมองว่าเป็นโชคดีของผู้ที่ได้รับรางวัล แต่สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัลแล้ว จะรู้สึกโชคร้ายเมื่อเห็นภาระภาษีเกิดขึ้นจนอาจจะไม่อยากได้รางวัลนั้นเสียแล้ว ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น สิ่งสำคัญโดยเฉพาะผู้ที่ได้รับรางวัลควรทราบ คือ เงินได้ในทางภาษี หมายความรวมถึงสิ่งใดบ้าง ตามทฤษฎีแล้ว เงินได้พึงประเมิน หรือ เงินได้ในทางภาษี จะหมายถึง (1) เงินสด (2) ทรัพย์สินที่ได้รับซึ่งคิดคำนวณเป็นเงินได้ (3) ประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งคิดคำนวณเป็นเงินได้ (4) เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้ (5) เครดิตภาษีเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งกำไรที่ได้รับ สำหรับประเด็นมักเข้าใจผิดกันมาก คือ ทรัพย์สินที่ได้รับและประโยชน์ที่ได้รับมาซึ่งคิดเป็นเงินได้ กล่าวคือ เป็นสิ่งของ หรือ ประโยชน์ที่ได้รับ ก็จะต้องถือเป็นเงินได้ทางภาษีด้วยเช่นกัน ดังนั้น กรณีที่ได้รับรางวัล ถึงแม้จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว ผู้ที่ได้รางวัลยังมีหน้าที่ต้องนำ<span id="more-310"></span>มูลค่ารางวัลที่ได้รับมารวมเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีด้วย ยกตัวอย่าง นาย TGT โชคดีจากการส่งคูปองชิงโชค ได้รับรถยนต์ มูลค่า 500,000 บาท เนื่องจากอยากได้เงินสดมากกว่า จึงขายรถยนต์ให้กับผู้อื่นในราคา 400,000 บาทเพื่อนำมาเลี้ยงเพื่อนๆ จนเหลือเงินจำนวนหนึ่งไว้ใช้เอง ต่อมา กรมสรรพากรแจ้งต่อนาย TGT ว่าไม่ได้แจ้งรายได้จากการได้รับรางวัลเป็นเงินได้ สุดท้าย นาย TGT มีเงินสดไม่เพียงพอเพื่อเสียภาษี จึงต้องมาเรี่ยไรเงินจากเพื่อนๆ ที่เคยเลี้ยง เพื่อมาเสียภาษี ดังนั้น เงินได้พึงประเมินตาม (2) และ (3) ถึงแม้จะไม่ได้รับเป็นตัวเงิน ก็ถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมิน โดยตีราคาทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่ได้รับตามมูลค่า ณ วันที่ได้รับมา จากตัวอย่าง นาย TGT จะมีเงินได้พึงประเมินเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 500,000 บาท จากมูลค่ารถยนต์ ณ วันที่ได้รับรางวัล</span></span></p>
<p><span style="font-size: 11px; line-height: normal; color: #000000;"><span>หลังจากทราบความหมายของเงินได้พึงประเมินแล้ว ในทางภาษีนั้น เงินได้จะแบ่งออกเป็น 8ประเภท ตามต้นทุนของแรงในการทำงาน กล่าวคือ เงินได้ประเภทใดต้องมีต้นทุนสูง จะหักค่าใช้จ่ายได้มาก ส่วนเงินได้ประเภทที่มีต้นทุนน้อย ก็จะหักค่าใช้จ่ายได้น้อย  มีรายละเอียดดังนี้</span></span></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td>
<div>
<div>
<p><strong><span style="color: #000000;"><span style="text-decoration: underline;">เงินได้ประเภทที่</span><span style="text-decoration: underline;"> 1</span> : </span></strong>เงินได้จากการจ้างงาน เช่น เงินเดือน, ค่าล่วงเวลา, ค่าเบี้ยเลี้ยง, โบนัส เป็นต้น สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้หักได้เป็นลักษณะเหมาจ่าย</p>
<p><span style="color: #000000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">เงินได้ประเภทที่ </span><span style="text-decoration: underline;">2</span> : </strong></span>เงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ เช่น ค่าธรรมเนียม, ค่านายหน้า, เบี้ยประชุม เป็นต้น (แตกต่างจากประเภทที่ 1 คือ ประเภทที่ 2 เน้นความสำเร็จของงาน กล่าวคือ งานที่ตกลงทำต้องทำเสร็จจึงจะได้รับเงินได้ เป็นต้น) สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้หักได้เป็นลักษณะเหมาจ่าย</p>
<p><span style="color: #000000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">เงินได้ประเภทที่ </span><span style="text-decoration: underline;">3</span> :</strong></span> เงินได้จากค่าลิขสิทธิ์, ค่ากู๊ดวิลล์ สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้หักได้เป็นลักษณะเหมาจ่าย</p>
<p><span style="color: #000000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">เงินได้ประเภทที่ </span><span style="text-decoration: underline;">4</span> :</strong></span> เงินได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก, เงินปันผล สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้หักได้เป็นลักษณะเหมาจ่าย</p>
<p><span style="color: #000000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">เงินได้ประเภทที่ </span><span style="text-decoration: underline;">5</span> :</strong></span> เงินได้จากค่าเช่าทรัพย์สิน, ผิดสัญญาเช่า สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้หักได้ จะมีทั้งลักษณะเหมาจ่าย และ ลักษณะตามที่จ่ายจริง</p>
<p><span style="color: #000000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">เงินได้ประเภทที่ </span><span style="text-decoration: underline;">6</span> :</strong></span> เงินได้จากวิชาชีพอิสระ เช่น หมอ, นักบัญชี, นักกฎหมาย,สถาปนิก,วิศวกร เป็นต้น สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้หักได้ จะมีทั้งลักษณะเหมาจ่าย และ ลักษณะตามที่จ่ายจริง</p>
<p><span style="color: #000000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">เงินได้ประเภทที่ </span><span style="text-decoration: underline;">7</span> : </strong></span>เงินได้จากการรับเหมา (มีการเตรียมจัดหาสัมภาระในการก่อสร้างเอง) สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้หักได้ จะมีทั้งลักษณะเหมาจ่าย และ ลักษณะตามที่จ่ายจริง</p>
<p><span style="color: #000000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">เงินได้ประเภทที่ </span><span style="text-decoration: underline;">8</span> : </strong></span>เงินได้จากการธุรกิจ, การพาณิชย์, เกษตรกรรม หรือ อื่นๆ ที่ไม่เข้าเกณฑ์เงินได้ประเภทที่ 1-7<strong> </strong>สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้หักได้ จะมีทั้งลักษณะเหมาจ่าย และ ลักษณะตามที่จ่ายจริง</p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>โดยการวางแผนภาษีที่เกี่ยวกับประเภทเงินได้ หากประเภทของเงินได้มีลักษณะใกล้เคียงกัน จะเลือกประเภทเงินได้ที่สามารถหักค่าใช้จ่ายสูง เพื่อลดภาระภาษี</strong></span></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>ข้อมูลจาก : K-WePlan.com</strong></span></p>
</div>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ใครบ้างที่ต้องเสียภาษี</title>
		<link>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5/</link>
		<comments>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Oct 2011 08:52:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา]]></category>
		<category><![CDATA[ซื้อประกันชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ลดหย่อนภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ใครมีหน้าที่เสียภาษี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://helpe-insurance.com/?p=308</guid>
		<description><![CDATA[หลายๆ คนเมื่อมีรายได้จะกังวลว่า จะต้องยื่นภาษีหรือไม่? จะถือเป็นเงินได้หรือเปล่า? แล้วใครบ้างจะต้องเสียภาษี? บุคคลที่ต้องเสียภาษีตามความหมายทางภาษี มี 4 ประเภท คือ 1. บุคคลธรรมดา คือ บุคคลใดก็ได้ที่บรรลุนิติภาวะ ที่มีเงินได้ทั่วๆ ไปทั้งปี มากกว่า 30,000 บาท (กรณีโสด) และ มากกว่า 60,000 บาท (กรณีสมรส) ต้องยื่นแบบ ภงด. ส่วนกรณีที่มีรายได้จากเงินเดือน (เฉพาะเงินได้ตาม ม.40(1)) ตั้งแต่ 4,167 บาทต่อเดือนขึ้นไป หรือ ตั้งแต่ 50,000 บาทต่อปี (กรณีโสด) และ ตั้งแต่ 8,334 บาทต่อเดือนขึ้นไป หรือ ตั้งแต่ 100,000 บาท (กรณีสมรส) ถือว่ามีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภงด. ถึงแม้จะไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีก็ตาม 2. ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี กล่าวคือ กรณีที่ผู้มีเงินได้ถึงแก่ความตายในปีภาษีนั้น ทายาทหรือ ผู้จัดการมรดก มีหน้าที่ยื่นแบบ ภงด. ตามเงินได้ทั้งปีภาษี ยกตัวอย่างเช่น  นาย ก. มีบ้านให้เช่า (มีรายได้จากค่าเช่า) โดยเซ็นสัญญาเช่าไว้ทั้งปี  2554 ต่อมาในเดือน พ.ค. 54 นาย ก. ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ในช่วงเดือน ม.ค. – มี.ค. 55 ทายาทหรือผู้จัดการมรดกของนาย ก. จะมีหน้าที่ยื่นแบบ ภงด. โดยประเมินเงินได้ทั้งปีภาษี 2554 (ม.ค.-ธ.ค. 54) 3. กองมรดก กล่าวคือ เป็นกรณีที่ผู้มีเงินได้ถึงแก่ความตายในปีภาษีก่อนหน้า และยังไม่ได้จัดการมรดก ดังนั้น ในปีภาษีนี้จะต้องยื่นแบบในนาม กองมรดกของ นาย ก. และนำเงินได้ทั้งปี โดยทายาทหรือผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ยื่นแบบภาษีจากเงินได้ทั้งปี ทั้งนี้ เกณฑ์ในการยื่นแบบ ภงด. กองมรดกนั้น มีเงินได้ทั้งปี ตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป 4.คณะบุคคล / ห้างหุ้นส่วนสามัญ ที่มิใช่นิติบุคคล คณะบุคคล ถือเป็นอีก 1 หน่วยภาษี กล่าวคือ ไม่ถือเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฯ หากถือเป็นบุคคลในทางภาษี (โดยไม่จำเป็นต้องมีวัตถุประสงค์แบ่งเป็นผลกำไรที่พึงได้จากกิจการที่กระทำร่วมกัน) ซึ่งมักจะเป็นช่องทางในการวางแผนภาษี คณะบุคคลจะคำนวณภาษีเงินได้เหมือนกับบุคคลธรรมดา และ สามารถหักค่าลดหย่อนได้ 60,000 บาทต่อคณะบุคคล (คล้ายๆ กับค่าลดหย่อนส่วนตัว 30,000 บาท กรณีบุคคลธรรมดา) สำหรับห้างหุ้นส่วนสามัญ ที่มิได้จดทะเบียน ลักษณะจะคล้ายๆ กับคณะบุคคล โดยทั้งคณะบุคคล หรือ ห้างหุ้นส่วนสามัญ ที่มิใช่นิติบุคคล ที่มีรายได้ตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภงด. ข้อมูลจาก : K-Weplan.com &#160;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลายๆ คนเมื่อมีรายได้จะกังวลว่า จะต้องยื่นภาษีหรือไม่? จะถือเป็นเงินได้หรือเปล่า? แล้วใครบ้างจะต้องเสียภาษี? บุคคลที่ต้องเสียภาษีตามความหมายทางภาษี มี 4 ประเภท คือ</p>
<p><strong>1. บุคคลธรรมดา</strong> คือ บุคคลใดก็ได้ที่บรรลุนิติภาวะ ที่มี<span style="color: #000000;">เงินได้ทั่วๆ ไป</span>ทั้งปี มากกว่า 30,000 บาท (กรณีโสด) และ มากกว่า 60,000 บาท (กรณีสมรส) ต้องยื่นแบบ ภงด. ส่วนกรณีที่มี<span style="color: #000000;">รายได้จากเงินเดือน </span>(เฉพาะเงินได้ตาม ม.40(1)) ตั้งแต่ 4,167 บาทต่อเดือนขึ้นไป หรือ ตั้งแต่ 50,000 บาทต่อปี (กรณีโสด) และ ตั้งแต่ 8,334 บาทต่อเดือนขึ้นไป หรือ ตั้งแต่ 100,000 บาท (กรณีสมรส) ถือว่ามีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภงด. ถึงแม้จะไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีก็ตาม</p>
<p><strong>2. ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี </strong>กล่าวคือ กรณีที่ผู้มีเงินได้ถึงแก่ความตายในปีภาษีนั้น ทายาทหรือ ผู้จัดการมรดก มีหน้าที่ยื่นแบบ ภงด. ตามเงินได้ทั้งปีภาษี ยกตัวอย่างเช่น  นาย ก. มีบ้านให้เช่า (มีรายได้จากค่าเช่า) โดยเซ็นสัญญาเช่าไว้ทั้งปี  2554 ต่อมาในเดือน พ.ค. 54 นาย ก. ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ในช่วงเดือน ม.ค. – มี.ค. 55 ทายาทหรือผู้จัดการมรดกของนาย ก. จะมีหน้าที่ยื่นแบบ ภงด. โดยประเมินเงินได้ทั้งปีภาษี 2554 (ม.ค.-ธ.ค. 54)</p>
<p><strong>3. กองมรดก </strong>กล่าวคือ เป็นกรณีที่ผู้มีเงินได้ถึงแก่ความตายในปีภาษีก่อนหน้า และยังไม่ได้จัดการมรดก ดังนั้น ในปีภาษีนี้จะต้องยื่นแบบในนาม กองมรดกของ นาย ก. และนำเงินได้ทั้งปี โดยทายาทหรือผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ยื่นแบบภาษีจากเงินได้ทั้งปี ทั้งนี้ เกณฑ์ในการยื่นแบบ ภงด. กองมรดกนั้น มีเงินได้ทั้งปี ตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป</p>
<p><strong>4.คณะบุคคล / ห้างหุ้นส่วนสามัญ ที่มิใช่นิติบุคคล</strong> คณะบุคคล ถือเป็นอีก 1 หน่วยภาษี กล่าวคือ ไม่ถือเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฯ หากถือเป็นบุคคลในทางภาษี (โดยไม่จำเป็นต้องมีวัตถุประสงค์แบ่งเป็นผลกำไรที่พึงได้จากกิจการที่กระทำร่วมกัน) ซึ่งมักจะเป็นช่องทางในการวางแผนภาษี คณะบุคคลจะคำนวณภาษีเงินได้เหมือนกับบุคคลธรรมดา และ สามารถหักค่าลดหย่อนได้ 60,000 บาทต่อคณะบุคคล (คล้ายๆ กับค่าลดหย่อนส่วนตัว 30,000 บาท กรณีบุคคลธรรมดา) สำหรับห้างหุ้นส่วนสามัญ ที่มิได้จดทะเบียน ลักษณะจะคล้ายๆ กับคณะบุคคล โดยทั้งคณะบุคคล หรือ ห้างหุ้นส่วนสามัญ ที่มิใช่นิติบุคคล ที่มีรายได้ตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภงด.</p>
<p><strong>ข้อมูลจาก</strong> : K-Weplan.com</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://helpe-insurance.com/2011/10/%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Performance optimized by W3 Total Cache. Learn more: http://www.w3-edge.com/wordpress-plugins/

Served from: helpe-insurance.com @ 2012-05-20 15:55:02 -->
